25 ส.ค. 2560

ตำนานสร้างเมืองกัมพูชา "พระทองตำนานสร้างกัมพูชา"

   มาถึงทางกัมพูชากันบ้าง  แถวนั้นจะต่างกับทางพม่าไปเยอะที่เดียวไม่ได้จบลงด้วยความผิดหวังแต่จะเริ่มต้นด้วยการสร้างเมืองและมักจะมีฉากแอ็กชั่นที่มนุษย์สู้กับนาคเป็นประจำ  และมนุษย์มักจะชนะเสมอ  อืม....จากที่เขียนเรื่องเผ่าพันธุ์พญานาคมาไม่รู้คนกัมพูชาเมื่อก่อนเป็นยอดมนุษย์กลายพันธุ์กันหรือยังไง  เอาเป็นว่าไปอ่านกันเลยแล้วกัน
   เรื่องนี้ผมตั้งชื่อให้ว่า "พระทองตำนานสร้างกัมพูชา" ก็แล้วกัน   เรื่องมันมีอยู่ว่า......ณ กรุงอินทปรัตบุรี  มีเจ้าครองนครชื่อว่า  "พระเจ้าอาทิตยวงค์"  มีโอรส 4 คนเมื่อวัยก็ส่งออกไปครองเมืองก็ส่งตามทิสตะวันออก  ตะวันตกและทิศเหนือตามลำดับ  ส่วนน้องคนเล็กยังเยาว์อยู่เลยให้ประทับอยู่ด้วยกันในวังหลวง  แล้วเรื่องมันเกิดขึ้นจากที่น้องคนเล็กอยู่ในวังกับพ่อนี่แหละครับ


นครวัด ประเทศกัมพูชา


   และแล้วก็ถึงบทของพระเอกของเราซะที  ก็ชื่อพระทองตามชื่อเรื่องนั้นแหละ  พระทองเป็นโอรสคนที่ 3 ที่ถูกส่งไปครองเมืองในทิศเหนือ  ซึ่งครอบครัวนี้มีธรรมเนียมอยู่ว่าเมื่อครบ 12 เดือนจะต้องมาพร้อมหน้าพร้อมตากันถวายบังคมพระราชบิดา 1 ครั้ง  แต่ว่าครั้งนี้พระเจ้าอาทิตยวงค์ดันเกิดพระประชวรขึ้นมาเลยบอกให้พระราชบุตรคนสุดท้องเป็นตัวแทนขึ้นบัลลังก์รับคำถวาย  ฝ่ายพระทองก็นั่งมโนไปว่าน้องคนสุดท้องจะขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินครองเมืองหลวง  เกิดอาการอิจฉาขึ้นมาเลยปรึกษากับบรรดาเสนาอำมาตย์  แล้วผลจะออกมาเป็นอะไรไปได้นอกจากยกทัพเข้ายึดเมือง
   พระทองยกทัพมาล้อเมืองเอาไว้พระอาทิตยวงค์ทรงทราบก็ก็ทรงพิโรธโกรธกริ้วเป็นมากมาย  ส่งราชบุตรคนสุดท้องออกไปเจรจาแทน  ฝ่ายคนน้องก็ออกไปถามไถ่ความเป็นมาเป็นไป  พระทองเลยรู้ความจริงว่าครั้งนั้นเป็นแค่การออกมารับแทนไม่ใช่การขึ้นครองเมืองก็ว้อนวอนให้พระราชบิดาพระราชทานอภัยโทษ  แต่พระอาทิตยวงค์ทรงเคืองมากเลยยกกองทัพออกไปจับตัดเกล้าผม (ก็ไม่รู้อ่ะนะว่ามันมีความหมายอะไร) และเนรเทศพระทองกับข้าราชบริพารทั้งหมดออกจากเมืองไป


พญานาค ศิลปะกัมพูชา

   พระทองกับข้าราชบริพารเดินไปจนถึงนครโคกหมันซึ่งใกลเขตเมืองของพวกจาม (เขาไม่ถูกกันอ่ะนะ)  และตั้งหมู่บ้านขึ้นเพื่อจะสร้างเป็นเมืองต่อไป  วันไหนซักวันนั่นแหละพระทองได้เสด็จประพารถึงโคกหมัน  เที่ยวเพลินจนน้ำทะเลขึ้นท่วมกลับไม่ได้เลยต้องรอจนถึงวันรุ่งขึ้น  แล้วคืนนั้นเองนางนาคทาวดีกับบริวารขึ้นมาเล่นน้ำพอดี
   พอพระทองเห็นนางทาวดีเข้าก็เกิดชอบขึ้นมาแล้วออกปากขอแต่งงานมัน ณ วันนั้นเลย  จะด้วยไวไฟหรือยังไงไม่แน่ใจนางนาคตอบตกลง ณ วันนั้นเช่นกัน  แต่ขอพลัดไปอีก 7 วันเพื่อลงไปบอกพระบิดาและให้เวลาพระทองเตรียมเครื่องบรรณาการไว้ที่โคกหมัน  กล่าวเสร็จก็กลับเมืองนาคไป 
   ฝ่ายบิดาพญานาคทราบเรื่องก็ไม่มีปัญหาอะไร  ครบ 7 วันก็ขึ้นมาตามสัญญา  หลังจากสอบถามเรื่องวงศ์ตระกูลเป็นที่เรียบร้อย  พญานาคก็จัดสูบน้ำออกแล้วเนรมิตเมืองตั้งชื่อว่า "กรุงกัมพูชา"
   เสร็จไปหนึ่งเรื่องครั้งนี้ไม่มีฉากแอ็กชั่นเท่าไร  พล็อตออกจะเรียบๆ ไปหน่อยแต่ไม่เป็นไรตำนานสร้างเมืองกัมพูชายังมีอีกหลายพล๊อตไว้รอพล็อตหน้าและกัน


เครดิสภาพ

14 ส.ค. 2560

นาคตามพงศาวดารพม่า

   ตามสัญญาบทความก่อนบอกไว้ว่าจะเล่าเรื่องพญานาคในพงศาวดารและตำนานพื้นบ้านของรอบๆ บ้านเราให้ฟัง  เริ่มต้นด้วยตำนานของพม่ากันเลย  แล้วอย่าได้คิดว่ามันจะเหมือนๆ กันหมดนะ  เพราะแต่ล่ะท้องที่ก็มีพล็อตแตกต่างกันไป  บ้างก็ใส่ฉากแอ็กชั่นลงไป  บ้างก็จบแบบแฮ็ปปี้เอ็นดี่ง  แต่ของพม่าจบด้วยดราม่าลงท้ายด้วยน้ำตาตลอด  ไม่เชื่อลองอ่านดูซิ

   เรื่องมีอยู่ว่่า....เมืองตะโก้งมีตายายคู่หนึ่ง  มีลูกชายชื่อว่า "สอกตะเรียต" เมื่อโตเป็นหนุ่มก็เริ่มออกเดินทางหาอาจารย์เพื่อหาวิชาใส่ตัว  พอดีไปเจออาจารย์มีชื่อคนหนึ่ง (แต่ผมก็ไม่รู้นะว่าชื่ออะไรในหนังสือไม่ได้บอกไว้)  หลังร่ำเรียนอยู่ 3 ปีแต่ไม่สอนอะไรให้เลย สอกตะเรียตจึงบอกลาอาจารย์มีชื่อ (ที่ไม่รู้ว่าชื่ออะไร) ขอตัวกลับบ้าน  อาจารย์กไม่ห้ามแต่ก่อนไปได้พูดทิ้งท้ายไว้ว่า "อย่าเห็นแก่นอนและยิ่งถามปัญหามากเท่าใด  ก็จะยิ่งได้คำตอบมากข้อขึ้นเท่านั้น"  ขณะนั้นเองทางเมืองตะโก้งได้สิ้นพระเจ้าแผ่นดิน  ก่อนตายพระองค์สั่งไว้ว่า "ผู้ใดอภิเษกสมรสกับพระนางภูคำพระราชธิดา  ก็ให้ผู้นั้นเป็นพระราชา"  แต่แล้วก็มีปัญหาเมื่อชายหนุ่มที่เข้าอภิเษกตายในวันพรุ่งเช้าของวันส่งตัวเข้าหอ


วัดเด่นสะหรีศรีเมืองแคน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่




  
   แน่นอนว่าพระนางภูคำไม่ได้เล่นเมคเลิฟจนตายเลยกลายเป็นปัญหาที่เสนาบดีขบคิดหัวแทบแตกและหาสาเหตุไม่ได้  และแล้วพระเอกของเรื่องก็รับสาอา  สอกตะเรียตได้นึกถึงคำพูดทิ้งท้ายของอาจารย์มีชื่อขึ้นมาได้บวกความกลัวว่าตายเหมือนคนก่อนๆ เลยระวังตัวไม่หลับไม่นอนทั้งคืน  (ไม่ได้เล่นเมคเลิฟจริงๆ นะ)  และแล้วความลึกลับของพระนางภูคำก็ปรากฎ...

   แท้ที่จริงแล้วพระนางภูคำมีคู่ขาเป็นพญานาคอยู่ก่อนแล้ว  ทุกๆ  7 วันจะมาหานาง 1 ครั้งแล้วมันตรงพอดิบพอดีกับวันอภิเษกพอพญานาคเห็นมีคนนอนอยู่ข้างนางก็ลงฆ่าซะทุกครั้งไป  โดยเจ้านาคตนนี้จะเลื้อยลงมาจากเสาร์ต้นหนึ่งซึ่งมันกลวงลงมาแปรงร่างลงนอนกับพระนางภูคำ  แต่คราวนี้เหตุการณ์ทุกอย่างอยู่ในสายตาของพระราชาสอกตะเรียต  และแล้วก็วนมาถึงวันพญานาคมาหาอีกครั้ง  ตลอดเวลา 7 วันพระราชาตั้งหน้าตั้งตาลับดาบจนคมกริบและคืนนั้นได้ตัดต้นกล้วย 2 ต้นกับเขาควาย  รอจนพระมเหสีหลับสนิทจึงนำมาวางตรงที่บรรทมให้เหมือนมีคนนอนอยู่ (โห...เจ๊นี่ก็หลับสนิทเกิ๊นน)  ครั้งเวลาพญานาคมาเห็นว่าเป็นคนนอนอยู่ข้างพระนางภูคำ  ก็ตรงเข้ากัดเต็มแรงเขี้ยวก็ฝังจมกับเขาควายจนเอาไม่ออก  พระราชาสอกตะเรียตเห็นโอกาสก็ตรงเข้าไปฟันฉับเดียวคอพญานาคขาดกระเด็นกลิ้งคลุ่กๆ เป็นอันสิ้นชีวิตไป  แต่เรื่องยังไม่จนแค่นี้  ทางพระมเหสีภูคำเกิดโกรธที่สอกตะเรียตไปฆ่าคู่ขาของนางเข้าแต่ไม่รู้จะทำยังไงได้แต่เก็บความแค้นไว้  ที่ทำได้ก็มีแค่ฝอกหนังเอามาทำเป็นที่นอนกับหมอน  เอากระดูก 1 ท่อนมาทำเป็นปิ่นปักผม  และรอคอยเวลาที่แก้แค้นพระราชาสอกตะเรียต


งูมังกร  มันมีตัวตนจริงๆ นะ


   เวลาผ่านมาเท่าไรไม่ทราบได้พระนางภูคำได้ก็นึกวิธีแก้แค้น  เลยไปถามคำถามพระราชาโดยอ้างว่า  "ถ้าพระราชาตอบคำถามได้ให้ประหารพระมเหสีเสีย  แต่ถ้าตอบไม่ได้ให้พระมเหสีประหารพระราชาเสีย"  มันช่างเป็นวิธีที่แยบยลมากประมาณว่าถ้าฆ่าไม่ได้ก็ขอตายเองเลยและกันซินะ  และคำถามนั้นมีอยู่ว่า  "อะไรเอ่ย...พันหนึ่งค่าซัก  ร้อยหนึ่งค่าเขาถัก  กระดูกเจ้าปัก  ช้องผมน้องรักเสมอใจ"   นางให้โอกาส 7 วันหาคำตอบมาให้ได้ 

   พระราชาตอบไม่ได้ไล่ถามตั้งแต่เสนาบดีจนไปถึงมหาดเล็กแต่ก็ไม่มีใครตอบได้    จวนเจียนจะถึงกำหนดและแล้วตัวช่วยก็มาถึงเมื่อตายายได้ยินข่าวที่สอกตะเรียตเป็นพระราชาจึงเดินทางมาเยี่ยม  ขณะเดินทางมานั้นได้ดันไปได้ยินกา 2 ตัวพูดกัน (ตายายนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ ) 
   กาตัวแรกพูดว่า "พรุ่งนี้เราไปหากินที่ไหนกันดี"
  กาตัวที่สองตอบอย่างมั่นใจว่า "ก็ที่เมืองตะโก้งใกล้ๆ นี่แหละ"




   "ทำไมต้องไปที่นั่นล่ะ"
   "ไม่รู้เร๊อะว่าพรุ่งนี้จะครบกำหนดที่พระราชาตอบคำถามไม่ได้ต้องถูกประหาร  เราจะได้แทะเนื้อพระราชากันแล้ว"
   กาตัวแรกถามกลับว่า "แกมีฟันแทะเร๊อะ  เขาเรียกจิกกินว้อย!!"
   กาตัวที่ 2 ได้ตอบกลับมาว่า "อ้าวไอ้นี้นอกบทอีก  แกต้องถามว่าคำตอบคืออะไรต่างหาก  บทพูดยิ่งน้อยๆ อยู่  เอาเป็นว่าคำตอบมันมีอยู่ว่า  ข้อแรก พันหนึ่งค่าเขาซัก ก็หมายถึงจ้างบุรุษลอกหนังนาคซักฟอกให้สะอาด  โดยเสียค่าซักหนึ่งพัน  ร้อยหนึ่งค่าเขาถัก  ก็คือให้บุรุษเย็บถักหนังนาคให้เป็นที่นอนกับหมอนหนุน  โดยเสียค่าจ้างหนึ่งร้อย    กระดูกปักเจ้าช้องผน้องรักเสมอใจ  ก็หมายถึงความรักที่มีต่อพญานาคอย่างสุดใจ  จึงเอากระดูกมาทำปิ่นปักผม"
   แล้วตายายก็นำเรื่องนี้ไปเช่าให้พระราชาสอกตะเรียตฟัง  เป็นอันว่าพระราชาก็แก้ปัญหาได้และไม่เอาโทษพระนางภูคำแต่ตัดออกจากการเป็นพระมเหสีแทน

   เป็นอันจบไปอีกเรื่องที่ไม่แฮปปี้เอ็นดิ้งเท่าไรออกแนวฆ่าตกรรมอำพรางซะด้วย  ว่าแต่รู้สึกเหมือนผมไหมว่าพญานาคเป็นตัวประกอบยังไงไม่รู้


เครดิสภาพ

5 ส.ค. 2560

เผ่าพันธุ์พญานาค

   มาเล่าเรื่องพญานาคกันบ้างขอบอกว่าเร้าใจกว่าเรื่องของครุฑแน่นอนเนื่องจากบ้านเรารับคติของนาคมาทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่หลายเรื่อง  แถมในหนังสือ "ปรมัถโชติกะ

มหาอภิธัมมัตสังคหฎีกา" ปริจเฉมที่ 5 ได้แบ่งประเภทของนาคไว้ระเอียดระออเลยว่า
1.กฏฺฐมุข  พญานาคมีพิษเมื่อโดนพิษแล้วร่างกายจะแข็งไปทั้งตัวแขนขางอยืดไม่ได้  พูดภาษาบ้านเราก็คือเกร็งไปทั้งตัวนั่นแหละ
2.ปูติมุข พญานาคมีพิษที่โดนพิษแล้วบาดแผลจะเน่ามีน้ำเหลืองไหล
3.อคฺคิมุข พญานาคมีพิษที่โดนแล้วจะร้อนไปทั้งตัว  รอยกัดจะเป็นริ้วเหมือนรอยไฟไหม้
4.สตฺถมุข   พญานาคที่โดนพิษแล้วร่างกายจะเหมือนถูกฟ้าผ่า







ศิริศรีปัฏฐานนาคราชเจ้า อยู่ที่วัดถ้ำผาเกิ้ง อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เชิญไปเที่ยวชมกันได้นะ


                                        
นี่คือพิษ 4 ประเภทที่พญานาคจะปล่อยออกมา  ส่วนวิธีการปล่อยก็ไม่ได้มีแต่กัดอย่างเดียวแต่แบ่งไปอีก 4 แบบ
1.ทัฎฐวิสพญานาค  เมื่อกัดแล้วพิษจะเเผ่ซ่านไปทั้งตัว
2.ทิฏฐวิสพญานาค  สามารถพ่นพิษออกทางตา
3.ผุฏฐวิพญานาค  มีพิษอยู่ทั้วร่างเเค่สัมผัสร่างก็ติดพิษได้
4.วาตวิสพญานาค  พ่นพิษทางลมหายใจ
  

นอกจากวิธีปล่อยพิษเเล้วยังเขียนถึงลักษณะการแพร่กระจายของพิษไว้อีก 4 แบบคือ
1.อาคตวิส น โฆรวิส พิษจะเเผ่ไปอย่างรวดเร็วเเต่ไม่รุนเเรง
2.โฆรวิส น อาคตวิส พิษเเรงมากเเต่เเผ่ไปอย่างช้าๆ
3.อาคตวิส โฆรวิส  พิษเเผ่ไปเร็วมากเเล้วเเรงมาก
4.น อาคตวิส น โฆรวิส  มีพิษเเผ่ไปอย่างช้าเเละไม่เเรง



                                                         
พญานาคสร้างขึ้นมาตั้งแต่การแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 ซึ่งประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพเมื่อปี พ.ศ. 2540 ตั้งตระหง่านอยู่หน้าสนามกีฬาหลักของ มธ. ศูนย์รังสิต

ยังๆ ยังไม่จบยังเเบ่งตามลักษณะการเกิดไปอีก 4 เเบบ
1.อัณฆชพญานาค  พญานาคที่เกิดจากไข่
2.ชลาพุชพญานาค  พญานาคที่เกิดในครรภ์
3.สังเสทชพญานาค  พญานาคที่เกิดจากเหงื่อไคล
4.โอปปาติ พญานาค  พญานาคที่เกิดก็ใหญ่โตเลย





 เเลัวเเบ่งตามที่อยู่อาศัยไปอีก 2 ชนิดคือ
1.ชลชพญานาค  พญานาคที่เกิดในน้ำ
2.ถลชพญานาค  พญานาคที่เกิดบนบก
  
อันนี้สุดท้ายแล้วนะนอกจากที่กล่าวมามากมายก่ายกองนั่นแล้วยังแบ่งออกเป็นไปอีก 2 ประเภท
1.กามรูปีพญานาค  พญานาคที่เสวยกามคุณ
2.อกามรูปีพญานาค  พญานาคที่ไม่เสวยกามคุณ
  

รวมทั้งหมดที่ว่าแล้วพญานาคมีทั้งหมด 1,025 ชนิด  แต่ไปนับเอาเองนะ
   อีกเรื่องหนึ่งที่ควรรู้ไว้ว่ามีนาคบางชนิดที่ไม่กลัวครุฑและครุฑก็กินไม่ได้ด้วยซึ่งมี 7 ชนิด
1.นาคอันมีกำเนิดประณีตกว่าครุฑ  อย่างครุฑที่เกิดในครรภ์จะกินนาคที่เกิดแล้วโตทันทีไม่ได้
2.กัมพลัสตรนาค
3.ธตรัฐนาคราช
4.นาคอันอยู่ในสีทันดรสมุทรทั้ง 7
5.นาคอยู่ในแผ่นดิน
6.นาคอยู่ในภูเขา
7.นาคอยู่ในวิมาน

โอเคจบเรื่องชนิดของนาคแบ่งสายพันธุ์ซะเยอะแยะไม่รู้ว่าครุฑจะแบ่งแบบนี้หรือเปล่านะ  คราวหน้ามาอ่านเรื่องตำนานของนาคในประเทศเพื่อนบ้านเรากันบ้าง  ก็ไม่ใกล้ไม่ไกลแถวๆ พม่า  ลาว  กัมพูชาแถวๆ นี้แหละ  ว่าตำนานบ้านเขาจะเหมือนกับของเราไหม


เครดิสภาพ

19 ก.ค. 2560

กำเนิดครุฑ - นาค

   เล่าครุฑมาพักใหญ่ๆ และมาถึงต้นกำเนิดของครุฑกับนาคกันบ้าง (เหมือนจะเล่าย้อนยังไงไม่รู้นะ) ตำนานกำเนิดครุฑมีหลายแบบขุนวิจิตรมาตราพบว่าคัทภีร์ปุราณะบางเล่นกล่าวว่าพระนารายณ์อวตารลงมาเป็นครุฑ  บางก็ว่าพระนารายณ์เป็นผู้สร้างครุฑ  เอาเป็นว่าครุฑกับพระนารายณ์แยกกันไม่ได้ก็แล้วกัน  แต่ตำนานที่ดังที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องที่ครุฑมีพ่อเดียวกับนาคแล้วก็กลายเป็นความขัดระหว่างเผ่าพันธุ์  เอาเป็นว่าไปอ่านตามสไตล์การเขียนของผมมั่งและกัน  เรื่องมีอยู่ว่า....

   พระทักษะเป็นมุนีที่มีบุตรมากที่สุดโอรสถึงพัน  ธิดาไม่ต่ำกว่า 60 นาง  ได้แจกจ่ายให้เทพต่างๆ คนที่เห็นจะโชคดีที่สุดก็คือพระกัศปะเพราะไปถึง 13 นาง  แต่ยกย่องชายาอยู่ 2 นางคือนางวินตากับนางกัทรุ  ซึ่งทั้งคู่สามารถขอพรได้่จากพระกัศปะได้    นางกัทรุขอให้มีลูกเป็นนาคถึงพันตัว (ไม่รู้ว่าเธอคิดยังไงถึงอยากมีลูกเป็นงูยักษ์แบบนั้นนะ) ส่วนนางวินตาก็ไม่อยากน้อยหน้าขอให้ตัวเองมีโอรสเก่งกล้า 2 องค์  แล้วก็ได้สมใจนางแต่มีปัญหาอยู่ตรงที่หลังจากที่ลูกของนางกัทรุฝักออกมาเป็นนาคพันตัว (แล้วทำไมถึงออกลูกเป็นไข่ได้หว่า??)  แต่ของนางวินตาไม่ยอมฝักสักที  คงจะด้วยอารมณ์กลัวน้อยหน้าเลยทุบไข่ดูสักฟอง 

 


   ผลออกมาไม่น่าอภิรมณ์นัก  จริงๆ ไม่ควรจะมีในความคิดด้วยซ้ำขอพรไปแล้วยังไงก็ได้ตามพรแน่  บุตรคนนี้ของเธอออกมามีร่างกายพิการช่วงล่างคือไม่มีขาจึงได้ชื่อว่า "อนอุรุ" แต่ด้วยเรียกเพี้ยนหรือยังไงไม่ทราบคนทั่วไปมักจะรู้จักในชื่อว่า "อรุณ" ที่หมายถึงช่วงเช้านั่นแหละ  หรือไม่ก็เพราะนายคนนี้มักจะมาพร้อมกับพระอาทิตย์ในยามเช้าก็ได้นะ  โดยมีเนื้อเรื่องแยกย่อยเกี่ยวกับอรุณหลังจากถูกบังคับให้ออกจากไข่ก่อนกำเนิดเลยโกรธแม่มากหนีไปเป็นสารถีให้กับระอาทิตย์  ไปไม่ไปเปล่ายังสาปแม่ตัวเองให้เป็นทาสนางกัทรุเป็นเวลา 500 ปี แล้วบุตรคนที่สองจะเป็นผู้ปลดปล่อย  สุดท้ายนางวินตาก็ซวยไปอยู่ๆ ก็กลายเป็นทาสซะอย่างนั้น  บทเรียนราคาแพงกลายเป็นประสบการณ์นางจึงอดใจรอไข่ฟักอย่างใจร้อน (??)  แล้วก็ครบกำหนดไข่ฟองฟักออกมารูปร่างสมบูรณ์  มีปากเป็นจะงอยปากแบบอินทรี  มีแขนเหมือนมนุษย์  ปีกสีแดงตัวสีทองหรือก็ครุฑนั่นเอง...



     เนื้อเรื่องส่วนที่นางวินตาเป็นทาสมีตำนานแยกไปอีกทางที่ไม่ใช่โดนอรุณสาปแต่เพราะแพ้ผนันทายสีของ "ม้าอุจไฉสรพะ" ผิดเลยกลายเป็นทาส  แต่ที่แพ้นี่แพ้เพราะเล่ห์กลของนางกัทรุนะ  คือนางกัทรุกลัวจะตกเป็นทาสเลยให้ลูกๆ นาคทั้งหลายแปลงเข้าแซรกเป็นขนม้าจากสีขาวเลยกลายเป็นสีดำ  แล้วจุดเปลี่ยนก็มาถึงเมื่อครุฑสงสัยว่าทำไมแม่และตัวเองถึงต้องเป็นทาสคอยรับใช้นาคกับนางกัทรุ  พอเค้นถามเข้านางวินตาก็เล่าเรื่องที่แพ้ผนันไป  ฝ่ายครุฑก็รู้ทางเลยไปถามนาคว่าจะทำไงถึงจะให้แม่ของตนพ้นจากความเป็นทาส (ถ้าไปถามตัวแม่คงไม่เรื่องแน่) นาคบอกว่าของน้ำอมฤตมาไถ่ตัวคืนไป  แล้วครุฑก็ออกตามหาน้ำอมฤต  ในเรื่อง "พระเป็นเจ้าของพราหมณ์" พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เล่าส่วนนี้เอาไว้ว่า  ถ้าครุฑไปเอาพระจันทร์ที่มีน้ำอมฤตเป็นบ่อมาให้แล้วจะปล่อยนางวินตาไป  แล้วพญาครุฑก็ไปเอามาได้จริงๆ   แต่ระหว่างทางพระอินทร์ได้เข้ามาขัดขวางเกิดก่ารต่อสู้  พระอินทร์สู้ไม่ได้ "วัชระ" หรือสายฟ้าที่ปราบใครมานักต่อนักก็หักสะบั้นลง  ร้อนถึงพระนารายณ์ต้องลงมาปราบแต่ก็ไม่อาจสู้พญาครุฑได้  ก็เลยผูกมิตรไปซะเลยโดยครุฑขอให้เวลาปกติอยู่สูงกว่าพระนารายณ์แต่เวลาเดินทางจะเป็นพาหนะให้พระนารายณ์



   แต่ทางพระอินทร์ยังห่วงน้ำอมฤตอยู่เลยขอน้ำอมฤตคืนแต่ครุฑก็บอกไปตามความจริงว่าจะเอาไปไถ่ตัวแม่ออกจากความทาสแต่ก็ไม่ได้ความว่าต้องให้นาคกิน  เลยบอกให้พระอินทร์ตามมาหลังจากวางลงให้นาคแล้วก็ให้พระอินทร์เก็บคืนไป  เมื่อครุฑนัดแนะแผนเรียนร้อยพระอินทร์เลยให้พรแก่ครุฑหนึ่งข้อ  ครัฑขอให้นาคเป็นอาหารของงครุฑได้  แล้วครุฑก็กินนาคเป็นอาหารตั้งแต่นั้นมา  กลับมาที่น้ำอมฤตหลังจากครุฑนำน้ำอมฤตมาวางบนหญ้าคาให้นาคแล้วก็ขอตัวนางวินตาคืน  พวกนาคก็ยินดีคืนให้แล้วเตรียมตัวดื่มน้ำอมฤตแต่ระหว่างนั้นพระอินทร์ก็มายกหม้อน้ำอมฤตคืนไป เป็นอันจบ.....

   สรปุนาคก็อดไปตามระเบียบ  ผมว่านะสำนวนที่ว่า "ลิ้น 2 แฉก" น่าเปลี่ยนเป็น "ปากมีจะงอย"  นะเพราะเรื่องนี้ครุฑเจ้าเล่ห์เอาเรื่องอยู่  บอกให้เอามาให้ก็เอามาให้จริงๆ แต่ไม่ได้ให้กินซักหน่อย  แล้วครุฑพระเอกของเรื่องนี้คือ "สุบรรณ" ที่เป็นครุฑตัวแรกของโลกนั้นแหละ  จริงๆ ยังมีเรื่องเล่าปลีกแยกย่อยอีกเยอะละเอียดมากน้อยแตกต่างกันไปแต่ตอนจบประมาณนี้แหละ


เครดิสภาพ

11 ก.ค. 2560

ครุฑจับนาค

   เล่าเรื่องตำนานของครุฑมาระยะหนึ่งแล้วคราวนี้มาถึงเรื่องอาหารของครุฑกันบ้าง อย่างที่รู้ๆ กันว่าครุฑกินนาคเป็นอาหารหลักมันเป็นเรื่องสืบเนื่องมาตั้งแต่รุ่นแม่ของทั้งคู่  เอาไว้จะมาเล่าให้ฟังที่หลังและกัน  แต่การกินนาคก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะนาคอยู่ในน้ำ  ถ้าครุฑลากนาคขึ้นจากน้ำไม่ได้ก็จมน้ำตาย  ซึ่งในช่วงแรกๆ ก็เป็นแบบนั้น  ในปัณฑรกชาดกมีเรื่องมีการเล่าถึงวิธีการจับนาคอยู่  เรื่องมันมีอยู่ว่า...








   ครั้งหนึ่งในอดีตมีเรือสำเภามาแตกที่ท่ากระทุ่ม  มีคนรอดตายมาคนหนึ่งแต่ด้วยเหตุที่ไม่เหลือเสื้อผ้่าเลยทำตัวสมถะไม่ปราถนาเครื่องนุ่งห่ม  นานๆ ไปก็มีคนมาพบและเลื่อมใสปลูกอาศมให้อยู่  และเรียกว่า "กทัมพิอเจโล" หรือชีเปลื่อยท่ากระทุ่ม  ชื่อเสียงของนายคนนี้ดังไม่ใช่เล่นๆ เพราะทั้งครุฑทั้งนาคก็พากันมาพบปะปรับทุกข์เป็นประจำ  และเรื่องก็เกิดขึ้นเมื่อมีครุฑตนหนึ่งมาขอให้ชีเปลือยช่วยว่า "พระคุณเจ้าท่านคงไม่รู้ว่่ากระผมเมื่อไปจับนาคมักจะจมน้ำตายเพราะไม่มีตีนกบมีแต่ตีนนก  อยากให้พระคุณเจ้าช่วยหลอกถามนาคว่ามีความลับอะไรถึงได้จับยากนัก"
   ชีเปลือยตอบว่า "เอาเรื่องผิดศีลมาให้แต่ไม่เป็นไรข้าหูเบาจะช่วยท่านเอง"
   ไม่นานพญานาคก็ขึ้นมาหาชีเปลือย  ชีเปลือยถามนาคว่า "เฮ้ยพญานาค  ได้ยินมาว่าพญาครุฑจับพวกเจ้าได้ยากมากทำไมถึงเป็นเช่นนั้น"
   พญานาคกลับตอบว่า "มันเป็นความลับข้าหูเบาไม่พอจะบอกท่านหรอก"
   "อ้อ...กลัวว่าข้าจะเอาความไปบอกคนอื่นใช่ไหม  ไม่ต้องห่วงข้าจะไม่บอกใครทั้งนั้น  จริงๆ นะ  ที่ถามนี่เพื่อความรู้ส่วนตัวเอง"






   แต่พญานาคก็ยังยืนกรานคำเดิมและกลับลงน้ำไป
   แล้วชีเปลือยก็ถามแบบนี้อยู่ 2 วันจนถึงวันที่ 3 พญานาคเริ่มใจอ่อนจึงบอกความลับที่ว่านั้นไป
   "พวกข้ากลืนหินลงท้องไปเพื่อให้ตัวหนักเวลาอยู่น้ำ  เมื่อพวกครุฑบินโฉบลงมาก็ยื่นหัวคอยกัด  แต่ถึงจะจับหัวได้แต่จะดึงขึ้นไปได้ช้าเพราะหินที่กลืนลงไปมันถ่วงเอาไว้สุดท้ายครุฑจะจมน้ำตาย"
   "เอ่อ...ฉลาดมาก  แล้วต้องแก้ไขยังไงล่ะ" ชีเปลือยถามต่อ
   "ก็จับห้อยหัวจนสำรอกหินออกมาก่อนนะซิ"
   และแล้วชีเปลือยก็ไม่รักษาสัญญานำเรื่องนี้ไปบอกครุฑ
   ตั้งแต่นั้นมาเวลาครุฑจับนาคกินก็มักจะจำเอาหัวลงเป็นต้นมา  อืม...ไม่อยากคิดถึงชะตากรรมอีตาชีเปลือยหลังจากนี้เลยนะ


เครดิสภาพ

 

ตำนานครุฑสไตล์มลายู

   ตำนานอีกบทหนึ่งของครุฑเชื่อว่าคงไม่มีใครได้ยินกันมากนักเพราะมันเป็นตำนานของมลายูหรือปัจจุบันก็คือแถวๆ ภาคใต้ไปถึงมาลาเซียนั่นแหละ (นึกไม่ถึงว่าแถบนั้นจะมีเรื่องครุฑด้วย)  เรื่องนี้คัดมาจากเรื่องพญาครุฑจากตำนานเมืองไทรบุรีและเมืองปัตตานี  ฉบับหลวงคุรุนิติไพศาล จะแปลกพิสดารพันลึกแบบไหนไปอ่านกันเลยแหละกัน

   
ภาพจากเรื่องปักษาวายุ

   เรื่องมีอยู่ว่า...ที่เกาะแห่งหนึ่งชื่อว่า "ลังกาบุรี" เดิมเป็นที่อยู่ของพวกยักษ์หลังจากที่พระรามปราบยักษ์สำเร็จ (อ้าวมีของอินเดียมาร่วมด้วย!!) เกาะนี้ก็ร้าง  แล้วครุฑตนหนึ่งที่เคยช่วยปราบยักษ์ก็มาสร้างชุมชนนกอาศัยบนเกาะนี้  มีบริวารเป็นนกมากมายก็อยู่กันอย่างปกติ  และแล้วจุดเริ่มต้นของเรื่องก็เกิดขึ้นเมื่อนกอินทรีตัวหนึ่งมาแจ้งข่าวการอภิเษกสมรสของโอรสพระเจ้ากรุงโรมกับพระราชธิดากรุงจีน  ขณะที่กำลังเตรียมถ่ายเวดดิ้ง..เอ้ย..ไม่ใช่ๆๆ  ขณะที่เตรียมตัวเดินทางจากโรมไปกรุงจีน  เมื่อครุฑรู้เรื่องก็โกธรเป็นอย่างมาก (อย่าถามว่าโกธรเรื่องอะไรเพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกัน??) 
   แต่ก่อนที่จะออกไปอาละวาดตามบทได้ไปเข้าเฝ้าพระเจ้าอัลละฮ์ สุไลมันแล้วกล่าวทูลว่า  "ข้าขอคัดค้านการแต่งของทั้งคู่เนื่องจากไม่มีความเหมาะสมกันอย่างมาก  และไม่ว่ายังไงข้าของเสนอให้นำเรื่องเข้าสู่สภาเพื่อฟังเสียงส่วนใหญ่" 
   พระเจ้าอัลละฮ์ สุไลมันฟังแล้วก็ตรัสตอบว่า "นี่มันงานแต่งอย่าโหนการเมือง  แล้วมันเป็นพรหมลิลิตใครก็ขวางไม่ได้" 
   ฝ่ายครุฑยังไม่แพ้ได้ทูลต่อว่า "ข้าคิดว่ามีกำลังมากพอที่จะขัดขวางทั้งคู่ได้  และขอสัญญาว่าถ้าไม่สำเร็จจะขอเนรเทศตัวเองให้พ้นจากสายตามนุยษ์ไปตลอกกาลและไม่ขอนิรโทษกรรมแน่นอน"  พูดจบก็กางบินไปทางกรุงจีน


 
   ครั้นถึงกรุงจีนพญาครุฑได้จับตัวพระราชธิดาและพระสนมขณะประพาสอุทยานมาไว้ที่เกาะลังกาบุรี  แล้วต่อด้วยการบินไปที่กรุงโรมหมายจะพังกระบวนเรือเจ้าบ่าวเสียให้สิ้น  เมื่อไปถึงก็เรือของพระเจ้ากรุงโรมได้เดิทางมาถึงปากน้ำจักกงแล้ว  เมื่อเห็นดังนั้นก็บรรดาลพายุฝนฟ้าคนองพัดเข้ากองเรือ  ฝ่ายราชามารงมหาวังสาทอดพระเนตรเห็นพญาครุฑก็ทรงแผลงศรแต่ไม่โดน  ส่วนไพร่พลต่างก็พยายามระดมยิงด้วยปืนนานาชนิดราวกับห่าฝน  แต่พญาครุฑก็หาได้เกรงกลัวยังบินโฉบไปมาสร้างลมสร้างคลื่นจนกองเรือระส่ำระส่าย  ราชามารงมหาวังสาเห็นดังนั้นจึงแผลงศรเกิดภูเขาขึ้นมากั้นพายุได้สำเร็จ  แต่เรือก็จมไป 3 ลำ
  
   วันรุ่งขึ้นกองเรือได้เดินทางต่อไปถึงปากแม่น้ำตาไวหรือทวาย  พญาครุฑได้บินโฉบคาบเรือหนึ่งลำ  ใช้เท้าจับเรืออีกข้างละลำบินขึ้นไปบนอากาศแล้วขยี้จนเรือแหลกกลางอากาศ  พวกที่เหลือก็พยายามยิงพญาครุฑแต่ไม่อาจระคายผิวได้
   แล้วพญาครุฑก็พยายามไล่จมเรือของพระเจ้ากรุงโรมไปตลอดทางจนเรือจมหมดทุกลำไม่มีใครรอดชีวิต  ถึงบินกลับเกาะลังกาบุรี  แต่หารู้ไม่ว่าก่อนหน้านั้นราชโอรสได้กดอัลติสกิลพระเอกทันเวลาจึงสามารถเกาะไม้กระดานแผ่นหนึ่งแล้วลอยโต้คลื่นโต้ลมอยู่หลายวัน     และแล้วก็หมดแรงโดนคลื่นซัดมาเกยที่หาดของเกาะลังกาบุรี  ก็เกาะเดียวกับที่อยู่ของครุฑตัวนั้นแหละ  ขณะนั้นพญาครุฑออกไปหากินพอดีและก็พอดีอีกเช่นกันที่พระราชธิดากับพระสนมออกมาเดินเล่นที่ชายหาดได้ยินเสียงร้องไห้ของราชโอรสจึงเข้าไปถามถึงสาเหตุ  พระองค์ก็ทรงเล่าความจริงไป  เมื่อได้ฟังนั้นจึงนำตัวไปซ่อนบนเกาะและดูแลรักษาอย่างดีจนหายเป็นปกติดี  และเมื่อไรที่พญาครุฑไม่อยู่ก็ถึงฉากเลิฟซีนคู่พระคู่นางเป็นซะทุกครั้งไป


  
   วันหนึ่งพระเจ้าอัลละ  สุไลมันทรงเรียกพญาครุฑไปถามไถ่ถึงสิ่งที่สาบานไว้  ฝ่ายพญาครุฑที่มั่นใจเป็นหนักหนาว่าตัวได้จมเรือและทุกคนจมน้ำตายไปหมดแล้วจึงทูลไปว่า "ข้าได้ทำลายกองขันหมากไปหมดสิ้นแล้วและข้าไม่ขอพูดอะไรมากไปกว่านี้เพราะคำพูดของข้าอาจเป็นใช้เป็นคำให้การในชั้นศาล"   พระเจ้าอัลละฮ์ทรงตอบว่า "งั้นก็ดูให้เต็มตาซะ" ว่าแล้วก็ทรงสั่งให้พญาปีศาจ  ฮารมัน ชาห์  นำพลปีศาจร้อยตนไปพาตัวราชโอสรกับราชธิดาและพระสนมมายืนยันตัวตนตรงหน้า  ทำให้พญาครุฑจำนนต่อหลักฐานและกล่าวทูลลาไปตามสัญญา หลังจากนั้นจึงไม่มีใครได้พบเห็นพญาครุฑอีกเลยย!!
  
   จบแล้วสำหรับตำนานครุฑสไตล์มลายูมีหลาหลายชาติทั้งโรม  จีน  อินเดีย  แถมมีพระเจ้าอัลละฮ์เข้าเอี่ยวด้วย อ่านไปอ่านมาก็แปลกดีเหมือนกัน แต่ที่แปลกที่สุดของเรื่องนี้คือพระโอรสกับพระธิดาชื่ออะไร??  ลืมตั้งชื่อตัวพระตัวนางหรือไง??

 เครดิสภาพ

6 ธ.ค. 2558

ตำนานเทพเจ้านอร์ส ยักษ์เซิร์ท - ยักษ์น้ำแข็งอิกมีร์

   มาเล่าเรื่องเทพเจ้ากับยักษ์กันบ้าง  ซึ่งถือว่าเป็นคู่กัดกับแทบทุกตำนานไม่รู้ว่าไปเผาบ้านญาติกันตั้งแต่เมื่อไร  แต่ว่าตำนานนี้เทพเจ้าหลายคนต่างสืบเชื่อสายยักษ์มาแทบทุกองค์ (อ้าว....ยังไง)  ต่างกับเทพเจ้ากรีก - โรมัน ที่เทพเจ้าก็เทพเจ้า  ยักษ์ก็ส่วนยักษ์  ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน



   เนื่องจากดินแดนแทบนี่เต็มไปด้วยน้ำแข็งขาวโพลนไปหมดอะไรๆ เลยเกี่ยวเนื่องกับน้ำแข็งไปด้วย  แต่ว่าเทพองค์แรกดันไปถือกำเนิดที่ดินแดนแห่งไฟ!!   ยักษ์เซิร์ท  กำเนิดมายังไงไม่ได้เล่าไว้  รู้แต่ว่าเป็นเทพที่ครองมุสเปลไฮม์ไม่ให้ใครผ่านเข้าไป (ยังไม่มีใครเกิด...แล้วใครมันจะเข้า)  ด้วยเหตุที่ต้องเฝ้าอยู่คนเดียวจึงได้แต่ตีดาบทำอาวุธไปเรื่อยๆ  แล้วสะเก็ดไฟจากการตีดาบได้กระเด็นกระดอนไปทั่วจนถึงกินนันกาแก็บส่วนที่เป็นน้ำแข็งจนเกิดเป็นอิกมีร์ยักษ์น้ำแข็งตนแรกและยังเป็นบรรพบุรุษของยักษ์ทั้งหมดอีกด้วย  และอีกตัวที่เกิดมาพร้อมๆ กับอิกมีร์คือแม่วัวออดฮัมลา

  
ยักษ์เซิร์ท

  ต่อมาเจ้ายักษ์ช่างตีเหล็กนี่ได้ซินมอร์เป็นชายาได้ให้กำเนิดเหล่ายักษ์ไฟขึ้นมาอีกหลายตน  บทบาทของเจ้านี่ไม่ได้เด่นมากมายนักเพราะแทบไม่มีกล่าวถึงเท่าไร  แต่อยู่ๆ บทไปโผล่เอาตอนท้ายนู้นตอนสงครามวันสิ้นโลก "แร็กนาร็อค" ยักษ์เซิร์ทเข้าข้างฝ่ายยักษ์ด้วยกัน  ได้นำเหล่ายักษ์ไฟและโทรลล์ไฟรบกับเทพเจ้า  แต่ไม่รู้เกิดคลั่งอะไรดันใช้ดาบเพลิงที่เมื่อกวัดแกว่งจะเกิดเพลิงเผาไหม้ขึ้นมาจนเผาผลาญทุกอย่างทั้งพวกเดียวกัน  แล้วยังเผาไปทั่วทั้งดินแดนทั้งเก้า  เผาไปเผามาไฟนั้นดันคืนสนองเพราะยักษ์เซิร์ทก็ตายคากองเพลิงของตัวเอง  (อ้าว....ไม่มีบทพระเอกออกมาปราบหรอกหรอ??)

มหาเทพโอดิน


   อิกมีร์ (Ymir) ยักษ์น้ำแข็งตนแรกของตำนานนี้  อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าอิกมีร์ตนนี้กำเนิดจากก้อนน้ำแข็งที่ควบแน่นกลางอากาศจากไอระเหยของน้ำแข็งที่โดนประกายเหล็กที่ยักษ์เซิร์ทตี  แล้วก็ปิ้ง!!!  กลายเป็นยักอิกมิร์กับแม่วัวออดฮัมมา  เมื่อไม่มีใครก็นั่งมองหน้ากันไปมาความหิวเริ่มบังเกิดอิกมีร์ตรงเข้าไปดูดนมจากแม่วัว  แม่วัวก็ทำได้แต่เลียน้ำแข็งไปเรื่อยๆๆๆ  จนกำเนิดเทพบูรีบรรพบุรุษของเหล่าเทพทั้งหลาย  กลับมาที่อิกมีร์กันต่อนอกดูดนมแล้วก็ไม่ได้ทำไรได้แต่นอนๆ จนประกายไฟจากการตีเหล็กของยักษ์เซิร์ทมาโดนตัวจนต้องลุกขึ้นหนี  แต่ขณะนั้นเองเหงื่อก็รวมตัวกันกำเนิดเป็นยักษ์ธรุดเกลมีร์ (Thrudgelmir) ยักษ์ 6 หัวออกมา  แล้วเจ้าตนนี้ก็ขยายเผ่าพันธุ์แบบเดียวกับอิกมีร์  เบอร์เกลมีร์ก็กระโดดออกมา  พวกยักษ์กลุ่มนี้สามารถขยายเผ่าพันธุ์ด้วยการแยกตัว  แล้วในที่สุดก็กลายเป็นกองทัพยักษ์  ฝ่ายเทพบูรีก็ไม่น้อยหน้าใช้วีธีขยายเผ่าพันธุ์แบบเดียวกันก็กลายเป็นกองทัพเทพเหมือนกัน  แต่ว่าเทพบอร์ที่กระโดดออกมาองค์แรกดันไปบรรจบพบรักกับเบสล่านางยักษ์ลูกสาวของอิกมีร์  จนให้เกิดเทพโอดิน  วิลี  และเว  ทั้ง 3 เกลียดเหล่ายักษ์มากจนเข้าห่ำหั่นกันไปตามบท  แต่ไม่อาจเอาชนะกันได้ด้วยเหตุผลเหล่ายักษ์กำเนิดใหม่มาทดแทนได้เรื่อยๆ  เลยตรงเข้าไปสังหารอิกมีร์เสียให้สิ้น  เลือดของอิกมีร์ไหลออกมาท่วมดินแดนกินนันกาแก็บยักษ์น้ำแข็งทั้งหมดต่างจมเลือดตายเหลือแต่ยักษ์เบอเกลมีร์กับภรรยาที่หนีรอดไปสร้างเมืองใหม่ที่โยตุนไฮล์มซึ่งอยู่ทางใต้ของกินนันกาแก็บ


ต้นอิกดราซิลที่คอยยึดโลกเข้าด้วยกัน

 หลังจากเสร็จศึกยักษาเทพทั้ง 3 ลากศพของอิกมีร์แล้วเฉือนออกเป็นส่วนๆ กลบที่ว่างที่เลยออกกินนันกาแก็บซะ  เลือดกลายเป็นมหาสมุทร  กระดูกเป็นภูเขา  ฟันกลายเป็นหน้าผา  ผมกลายเป็นต้นไม้ใบหญ้า  กะโหลกกลายเป็นโค้งสวรรค์  สมองกลายเป็นเมฆ  เนื้อกลายเป็นผืนดิน



เครดิสภาพ

4 ก.ย. 2557

การทดลองฟิลาเดลเฟีย ก้าวแรกสู่การล่องหน (invisible)

หยุดเขียนเรื่องลึกลับไปซะนานสาเหตุก็เพราะไม่มีกะจิตกะใจเขียนต่อและไม่มีข้อมูลใหม่ๆ มาให้เขียน จะก็อปของคนอื่นมาลงก็ดูจะยังไงอยู่แถมยังมีแต่เรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ คนอื่นเขาเขียนมาหมดและ แต่บังเอิญไปค้นเจอหนังสือมาเล่มหนึ่งที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับจานบินที่ไม่เจอในโลกอินเตอร์เน็ตเท่าไรเลยเอามาสรุปลงในบล็อกนี่ซะเลย แต่ถ้าถามว่าไอ้เรื่องราวที่เขียนเอามาลงเนี่ยมันจริงหรือเปล่า?? นายเจซีคนนี้ก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน มันอาจจะเป็นได้ทั้งเรื่องเท็จและเรื่องจริง กลุ่มคนที่ชอบกุเรื่องพันนี้ขึ้นมาก็มีอยู่ทั่วโลกซะด้วยซิอย่างในบรรดาคลิป UFO เห็นๆ กันอยู่ก็ปลอมซะ 90 เปอร์เซ็นและ แล้วการตรวจสอบข้อมูลก็ยากมากองค์กรที่พูดกันก็แทบไม่เคยได้ยิน แต่ต่อให้เป็นเรื่องจริงก็ไม่มีองค์กรไหนยอมพูดกันหรอกเพราะกลัวคนจะแตกตื่นกัน รู้จักการทดลองที่ชื่อว่า "ฟิลาเดลเฟีย" ไหม เป็นการทดลองบิดเบือนแรงโน้มถ่วงเพื่อเข้าสู่มิติที่ 4 โดยการสร้างสนามแม่เหล็กของสหรัฐฯ ในปี 1943 ก็ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นแหละ แน่นอนว่ามันต้องถูกประทับตราลับสุดยอดอยู่แล้ว แต่ก็ไม่วายถูกนำมาแฉโดยคนเปิดเผยเรื่องราวที่ดูเหมือนเพ้อฝันนี้คือนาย "ดร. เจสซุป" เดิมเป็นนักดาราศาสตร์เชี่ยวชาญพิเศษในสาขาที่ว่าด้วยดวงจันทร์ (SELENOGRAPHY) และเป็นนักเขียนเรื่องราวของจานบินต่างๆ สงสัยจังในบรรดาคนที่ออกมาเปิดเผยเรื่องของมนุษย์ต่างดาวและจานบินทำไมมักมีตำแหน่งพ่วงท้ายเป็นผู้เชี่ยวชาญขององค์กรเกี่ยวกับอวกาศกัน นายเจสซุปเขียนในหนังสือของเขาว่าการทดลองนี้ยึดเอาทฤษฎีเอกภาพแห่งสนามของไอน์สไตน์เป็นต้นแบบ แต่ก่อนจะไปลงรายละเอียดของการทดลองฟิลาเดลเฟียมาพูดถึงทฤษฎีเอกภาพแห่งสนามกันก่อน ทฤษฎีนี้อธิบายถึงการทำงานร่วมกันระหว่างแรงโน้มถ่วงกับสนามแม่เหล็กไฟฟ้า เมื่อทั้ง 2 ทำงานร่วมประสานกันอย่างพอดี แรงโน้มถ่วงจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรขาคณิตและเกิดมิติที่ 4 ขึ้น!!! เข้าใจไหม??? ถ้าใครเข้าใจมาอธิบายให้ผมเข้าใจหน่อยและกันอ่านซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบแล้ว เอาเป็นว่าสรุปง่ายก็คือมันจะเกิดการผิดเพี้ยนของแรงโน้มถ่วงทำให้แรงโน้มถ่วงมีผลกันสสารไม่เหมือนเดิม อย่างเช่นอนุภาคที่เกาะกลุ่มกันอยู่จนกลายเป็นสสารนั่นแยกออกห่างจากกันจนแสงลอดผ่านสสารตัวนั้น (ล่องหนนั่นแหละ) หรือเกิดการหยุดเวลาของสสารตัวนั้นในขณะที่คนภายนอกมองไม่เห็นสสาร กลับมาที่ฟิลาเดลเฟียกันต่อ การทดลองนี้ทำที่ฟิลาเดลเฟียบนเรือพิฆาตกลางมหาสมุทร เครื่องมือชิ้นสำคัญคือเครื่องสร้างสนามแม่เหล็กซึ่งประกอบด้วยเครื่องสั่นกระแสคลื่นและเครื่องปรับกระแสคลื่นที่สั่นให้เข้าสู่ภาวะปกติ เมื่อเริ่มต้นการทดลองเกิดแสงสีเขียวนวลคลุมบริเวณในระยะ 100 หลา ลูกเรือเริ่มหายสาปสูญกันไปทีละคนแต่ยังสามารถสัมผัสตัวกันได้ได้ มีคนที่อยู่บนฝั่งนอร์ฟอรล์ก รัฐเวอร์จิเนีย เห็นตัวเรือล่องหนและปรากฎตัวขึ้นมาใหม่เป็นครั้งคราว ผลการทดลองเหมือนที่เราอ่านในนิยายหรือดูในหนังเลย คือคนที่อยู่ในการทดลองล้วนได้รับความผิดปกติกันทุกคนไม่ตายก็เป็นบ้า แถมยังมีบางคนที่รอดจากความตายและเป็นบ้าแต่กลายเป็นเอ็กเม็นเพราะล่องหนและกลับมาปรากฎตัวได้เหมือนกันตอนทดลอง ถ้าการทดลองที่ว่านี้เกิดขึ้นจริงๆ ก็ถือว่าเป็นก้าวครั้งสำคัญของมนุษย์โลกที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของมิติที่ 3 เหมือนกับตอนที่เรารู้วิธีบินบนท้องฟ้ายังไงยังงั้น แต่เรื่องนี้ก็ยังมีจุดที่ดูจะเป็นไปไม่ได้อยู่หลายจุดทั้งเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้นสามารถสร้างคลื่นที่มีความแรงมากพอหรือเปล่า??? แถมทฤษฎีเอกภาพของสนามยังไม่เป็นที่ยอมรับแม้แต่ตัวไอน์สไตน์เองยังเป็นแค่นักฟิสิกส์สติเพี้ยนคนหนึ่งจนสงครามโลกครั้งที 2 จบไปแล้วถึงถูกเรียกว่าอัจฉริยะ และที่สำคัญเรื่องนี้ดร.เจสซุปก็ไม่ได้เล่าเองโดยตรงเพราะปี 1959 เขาได้ตายลงในรัฐไมอามี แต่คนที่เล่าเป็นเพื่อนสนิทที่ร่วมศึกษาเรื่องจานบินด้วยกันมาชื่อว่า ดร.แมนสัน วาเลนไทม์ ที่ออกมาเล่าหลังจากอีตาเจสซุปตายไปแล้วสิบกว่าปี และยิ่งไปกว่านั้นเรื่องการทดลองฟิลาเดลเฟียถูกส่งมาจากนายทหารที่ร่วมการทดลองแล้วรอดออกมาได้ชื่อว่า คาร์ลอส แอลเลนเด ที่ติดต่อกันทางจดหมายแถมยังตามตัวไม่ได้ด้วย อืม....ปกติเรื่องแบบนี้ก็มักจะส่งทางจดหมายอยู่แล้วอ่ะนะ ก็ต้องนั่งลุ้นกันไปว่าเรื่องนี้จะจริงหรือหลอกไม่แน่ว่านายเจสซุปอาจกุเรื่องขึ้นมาทั้งหมดเพื่อให้ตัวเองมีชื่อเสียงในด้านนี้โดยอาศัยทฤษฎีที่พอจะมีความเชื่อถือเป็นแกนเพราะยังไงซะมันก็พิสูจน์อะไรไม่ได้อยู่แล้ว

1 ส.ค. 2557

สงครามศักดิ์สิทธิ์ "ครูเสด"

ช่วงนี้เห็นดินแดนตะวันออกกลางรบกันบ่อยเหลือเกิน มีตั้งหลายกลุ่มหลายก้อนจริงๆ แล้วดินแดนแถบนั้นมีสงครามกันมาตั้งยุคเทพพระเจ้าครองโลกแล้วจนถึงยุคปัจจุบันสงครามก็ยังไม่หมดไป แต่ว่าเวลาฟังข่าวประเภทนี้เคยได้ยินคำว่า "สงครามศักดิ์สิทธิ์" กันมั่งไหม ถ้าเคยได้ยินรู้ไหมว่ามันหมายถึงอะไร วลีนี่ปลุกใจพวกกลุ่มกบฎในตะวันออกกลางเวลาทำสงครามกับชาวตะวันตกได้ดีเลยล่ะ เพราะว่าจุดเริ่มต้นของสงครามศักดิ์สิทธิ์มาจากการต่อสู้ของผู้นับถือศาสนาต่างกันตั้งแต่เกือบๆ พันปีก่อน คงไม่ต้องบอกนะว่าศาสนาไหนกับศาสนาไหน (อิสลามกับคริสต์ไง) และนี่แหละครับที่ทำให้มุสลิมส่วนใหญ่ในตะวันออกกลางเกลียดพวกฝรั่งเพราะว่าฝรั่งนับถือคริต มุสลิมเกลียดคริสต์เลยเกลียดพวกฝรั่งไปด้วย (ทั้งๆ ที่มีหลักฐานยืนยันชันเจนว่าศาสนาคริสต์ก็กำเนิดในดินแดนตะวันออกกลาง) ส่งผลไปถึงแนวความคิดทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ ถูกต่อต้านจากขาวตะวันออกกลางถึงกับห้ามสอนในโรงเรียนกันเลย อย่างบางประเทศไม่เชื่อเรื่องการวิวัฒนาการ มนุษย์มาจากลิง สัตว์น้ำวิวัฒนาการเป็นทั้งสัตว์บกและสัตว์ปีก และอีกบลาๆๆๆๆ ด้วยซ้ำ
เกริ่นนำเหมือนจะนอกเรื่องตามแบบฉบับของนายเจซีไปและ ทีนี้เข้าประเด็นกันดีกว่าโพสนี้จะพูดถึงเฉพาะสงครามศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ยินกันในข่าวบ่อยๆ ในช่วงต้นคริสตกาลมีนักบุญจาริกในปาเลสไตน์์ตอนแรกๆ ก็ดีอยู่หรอก แต่ในปี 1076 พวก "เติกร์กมุสลิม" ได้เป็นใหญ่ในดินแดนนี้ทำการฆ่า ปล้น และทำลายโบสถ์คริสต์จนเรียบวุธ "ปีเตอร์มหาฤาษี" พระคริสเตียนรูปหนึ่งจาริกมาพอดีได้เห็นการกระทำนั้นเลยเดินทางกลับยุโรปบ้านเกิดและทูลถึงท่านสังฆนายก เออบันที่ 2 ซึ่งท่านก็สนับสนุน จากนั้นก็ตีฆ้องร้องปล่าวถึงชาวคริสต์ให้มาร่วมกันชิงดินแดนของพระไครสท์ (พระเยซูนั่นแหละ) คืนจากพวกเติร์ก แล้วก็ได้รับการร่วมมืออย่างดีซะด้วย แต่ยังไงนักบุญก็ย่อมเป็นนักบุญไม่ใช่นักรบ ถึงการรวบรวมพลจะได้มากถึง 250,000 คนแต่เกือบทั้งหมดเป็นชาวบ้านธรรมดามีทั้งผู้หญิง เด็ก ไม่มีความสามารถในการรบอาวุธก็ตามแต่จะหาได้ เสบียงก็หายยากต้องปล้นเอากลางทาง ทำให้กองทัพของปีเตอร์มหาฤาษีพ่ายแพ้ยับเยิน ในปี 1096 มีการรวบรวมกองทัพขึ้นมาใหม่ครั้งนี้มีทหารจริงๆ มากกว่าในหนแรกเพราะมีผู้ครองนครต่างๆ เข้าร่วมและครั้งนี้ฝ่ายคริสต์เป็นฝ่ายมีชัยและตั้ง "กอดเฟร์แห่งบุตรอินยอง" ผู้นำทัพของเบลเยี่ยมครองเมืองที่เหลือก็แยกย้ายกันกลับบ้าน หลังจากนั้นก็เหมือนหนังรีเมคครับ ชาวเติร์กรวมพลก็ขึ้นมาชิงเมืองหลวงเยรูซาเลมคืนแล้วก็ชิงกันไปชิงกันมา พอชาวยุโรปแพ้ก็กลับไปรวบรวมกองทัพมามารบใหม่ วนๆ กันไปผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะตามบุญตามกรรมกันไป มีอียิปต์เข้ามาแจมเป็นครั้งคราวแต่บทไม่เด่นเท่าไร
สงครามในช่วงแรกๆ ก็พอจะเรียกได้ว่าสงครามศาสนาได้อยู่หรอกแต่หลังๆ เหมือนเป็นการเมืองมากกว่าเนื่องจากว่าปาเลสไตน์เป็นดินแดนบ้านเกิดของพระเยซูคริสตศาสนิกชนย่อมต้องการเข้าไปเคารพและจาริกแสวงบุญเป็นธรรมดา แล้วนครเยรูซาเลมเมืองหลวงของปาเลสไตน์ในขณะนั้นทางมุสลิมเขาก็บอกว่าเป็นเมืองที่พระเจ้าของพวกเขาเป็นคนสร้างย่อมไม่ต้องการให้พวกคริสต์เข้ามาครองอยู่แล้ว เรียกได้ว่าถ้าใครครองเมืองนี้ได้จะสะดวกทั้งการเผยแผ่ศาสนา เศรษฐกิจก็ดี ได้ทั้งความร่ำรวยและความศรัทธา เห็นได้จากสงครามครั้งหลังๆ มักจะมีเจ้าครองเมืองที่มีซื่อเสียงหลายคนต่างลงขันต์ร่วมชิงเมือง ถ้าไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนคงไม่ส่งทหารมาครั้งแล้วครั้งเล่าถึงจะแพ้มากขนาดไหนก็ยังยอมส่งทหารมาเรื่อยๆ แล้วก็เป็นชาติเดิมๆ ฝรั่งเศษ เยอรมัน อังกฤษ วนๆ อยู่สามประเทศนี้แหละ ถึงสงครามครูเสดจะจบไปตั้งแต่ปี 1291 แต่คำว่าสงครามศักดิ์สิทธิ์ก็ยังถูกใช้มาจนถึงปัจจุบันที่มักจะเอาไว้ปลุกใจ น้าวโน้มจิตใจของผู้คลั่งศาสนา มาทำสงครามกันบ่อยๆ บางก็อ้างว่าเป็นความต้องการของพระเจ้า หลายเหตุผลแต่จะอ้างแต่สุดท้ายมันก็แค่เกมส์การเมืองชิงความเป็นใหญ่และต้องการอำนาจจากเอกราชของเมืองๆ หนึ่งที่ยกระดับเป็๋นประเทศ

14 เม.ย. 2557

ยุคสมัยของมนุษย์โลก

   ไม่ได้นั่งเขียนบทความซะนานเพราะนึกไม่ออกจะเขียนเรื่องอะไร  วันนี้วางแปลนไว้เสร็จและ  ในเมื่อเราเป็นมนุษย์อยู่แล้วก็เขียนเรื่องมนุษย์โลกมันซะเลย  ถ้าคุณอ่านแล้วจะรู้ว่ามันมีความแปลกในการเรียงลำดับของยุคสมัยอยู่ครับ  อย่างสิ่งก่อสร้างที่ผุดขึ้นไม่ตรงกับยุคสมัย  วัตถุโบราณที่ดูล้ำสมัย(ยังไง??)  พอนำหลายเรื่องมารวมกันเหมือนกับว่ามีชีวิตทรงภูมิปัญญาเคยดำรงอยู่มาก่อนยุคสมัยของเราอย่างไงอย่างงั้น!!

   ตามที่เราร่ำเรียนกันมามนุษย์ถูกแบ่งเป็น 2 ยุคคือยุคหิน เริ่มเมื่อประมาณ 500,000 ถึง 4,000 ปีก่อน  และยุคโลหะ  ในแต่ละยุคก็แบ่งไปอีกอย่างยุคหินแบ่งเป็น  ยุคหินเก่า (500,000 – 10,000 ปีมาแล้ว )  หินกลาง(10,000 – 6,000 ปีมาแล้ว)   หินใหม่(6,000 – 4,000 ปีมาแล้ว)  ยุคโลหะแบ่งเป็น 2 ยุค คือ  ยุคสำริด(4,000 – 2,500 ปีมาแล้ว)และยุคเหล็ก(2,500 – 1,500 ปีมาแล้ว)  ยุคที่มนุษย์เดินดินเริ่มรวมตัวเป็นชุมชนเริ่มสร้างอะไรต่อมิอะไรคือยุคโลหะ  นี่คือช่วงเวลาเริ่มสร้างอารยธรรมครับมันอยู่ประมาณ 4,000 ปี ก่อน  ก่อนหน้านั้นถือว่าเป็นยุคหิน  ทำไมไม่รู้ในช่วงเวลายุคหินเนี่ยมีสิ่งก่อสร้างใหญ่โตมโหฬารผุดขึ้น  สิ่งมีชีวิตสปีชี่ไหนมันสร้างเอาไว้ล่ะครับ  บางขิ้นนานถึง 10,000 ปีอยู่ในช่วงยุคหินนู้น 


         
โบราณสถานใต้น้ำโยนากุนิอายุราวๆ 10.000 ปีหรืออยู่ราวๆ ยุคหินกลาง!!

   นักโบราณคดีลองไปค้นหาที่มาที่ไปของสิ่งก่อนสร้างเหล่านั้นก็ไม่เจออะไรมากไปกว่า  พวกเขาสร้างขึ้นมาเพื่อพระเจ้า  โดยพระเจ้า  แต่ส่วนน้อยนะส่วนใหญ่ยังไม่เจอเรื่องราวสิ่งของโบราณเหล่านั้นอย่างโยนากุนินี่ยังเถียงกันไม่จบเลยว่ามนุษย์สร้างหรือธรรมชาติสังสรรค์   ต่อให้เป็นมนุษย์สร้างจริงก็ไม่รู้อยู่ดีว่ามนุษย์สปีชี่ไหนลงไปสร้างเมืองใต้น้ำแบบนั้น  นาย - นางเงือกเร๊อะ!!  ไม่แค่นั้นบางสถานที่ยังใหญ่โตมโหฬารเกินกำลังมนุษย์ในยุคนั้นจะสร้างได้  หลักฐานอีกอย่างที่ไปเกิดผิดยุคผิดสมัย


   แบตเตอรี่ไหอายุกว่าสามพันปีที่กรุงแบกแดดลักษณะภายนอกก็เหมือนไหนธรรมดาทั่วไปเพียงปากไหถูกปิดด้วยวัตถุประเภทน้ำมันดินมีแท่งเหล็กสอดอยู่ด้านในซึ่งหุ้มด้วยวัสดุประเภทแผ่นทองแดงอีกต่อนึง   Willard F. M. Gray ชาวอเมริกันแห่ง the General Electric High Voltage Laboratory ในเมืองพิตสฟิลด์ รัฐแมสซาชูเซ็ต  ได้นำต้นแบบมาทดลองสร้างเลียนแบบแล้วเทลงน้ำองุ่นลงไปปรากฏว่ามันสามารถผลิตไฟฟ้าได้จริงๆ ถึงจะน้อยมากก็เถอะแค่ 2 โวลล์เอง  มันเล็กน้อยเสียจนเอาไปทำอะไรไม่ได้เลย  แต่แค่นี้ก็พอจะยืนยันได้แล้วล่ะครับว่าโลกใบนี้ค้นพบไฟฟ้าก่อนนาย Alassandro Volta  ถ้าไม่ใช่แล้วเจ้าไหใบนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร?? 




   นี่ก็อีกชิ้นหนึ่งค้อนอายุกว่า 140 ล้านปีอยู่ในยุคไดโนเสาร์นู้นมันช่างไกลจากบทเรียนของเราซะเหลือเกินยุดนั้นไม่มีทางมีมนุษย์อยู่แน่นอน  เจ้าค้อนโบราณกาลอันนี้ถูกค้นพบโดยนาย  Max Han ชอบใช้เวลาในวันหยุดไปตกปลากับครอบครัวของเขาที่ Texas มีอยู่วันหนึ่งเขาได้พบกับหินก้อนหนึ่งโดยบังเอิญบริเวณริมตลิ่ง Han รู้สึกประหลาดใจกับอะไรบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายกับแท่งไม้ที่โผล่ออกมาจาก หินก้อนหนึ่ง มันดูเก่าและเหมือนฟอสซิลของไม้  เขาลองเอาไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ  ครับ!! มันเป็นของเก่าจริงแต่เก่าเกินกว่าจินตนาการเอามากๆ  แถมส่วนผสมยังต่างๆ กันเหล็กในยุคนี้มากๆ  คือ เหล็ก 96% คลอรีน 2.6% กับกำมะถัน 0.74 % แต่ไม่ยักกะมีคาร์บอน  เนื้อเหล็กยังหลอมด้วยเทคโนโลยีที่สูงเอามากๆ สูงกว่าในปัจจุบันนี้ซะอีกจนกลายเป็นเหล็กที่บริสุทธิ์เนื้อแน่นไม่มีฟองอากาศเลย

  
ค้อนอายุกว่า 140 ล้านปีอยู่ในยุคไดโนเสาร์

   พอแค่นี้ก่อนจริงๆ ยังมีอีกหลายชิ้นเลยไปค้นหากันเองบ้าง  แต่ก็พอจะสรุปได้คราวๆ ว่ายุคสมัยของมนุษย์ที่เราร่ำเรียนกันมามันไม่ตรงซะทีเดียวมีหลายอย่างบอกเราว่าในยุคหินเคยมีอารธรรมมาก่อน  มันชวนให้นึกถึงเรื่องที่เขียนไว้ในพระไตรปิฎกซะจริงๆ ที่บอกว่าในอดีตเคยมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาแล้ว 3 องค์  ศาสดาของศาสนาพุทธคือพระพุทธเจ้าองค์ที่ 4 และองค์ที่ 5 คือพระศรีอาริยเมตไตยกำลังเวียนว่ายตายเกิดในภพภูติต่างๆ  แล้วแต่ละองค์บรรยายรูปร่างลักษณะอย่างกับเอเลี่ยน  ไม่แน่ว่าจากหลักฐานที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบันกำลังบอกว่าในอดีตเคยมีอารธรรมและล่มสลายแล้วนับครั้งไม่ถ้วนก็ได้



6 เม.ย. 2557

เมืองลับแล ปริศนาอาณาจักรลึกลับ

   เขียนเรื่องลึกลับต่างชาติมานานกลับมาเขียนเรื่องลึกลับแบบไทยๆ กันมั่ง  จริงๆ ประเทศไทยเราก็มีเรื่องลึกลับเยอะไม่แพ้ต่างชาติหรอก  แต่ไม่มีใครสนใจฟังเท่านั้นเอง  ต่างชาติเขาโปรโมทเรื่องลึกลับของประเทศตัวเองจนโกยเงินเข้าประเทศตั้งเยอะ แยะแล้ว  ทั้งจากของที่ระลึกเอย  สถานที่ท่องเที่ยวเอย  พอมีคนเข้าไปสินค้าพื้นเมืองก็ขายได้  สร้างงานให้กับคนพื้นถิ่นอีก  และก็มีคนบางจำพวกที่ชอบนำเรื่องลึกลับไปผูกกับเรื่องภูตผีวิญญาณเจ้าเข้า ทรงมั่งล่ะจนกลายเป็นเป็นเรื่องงมงายไป  ทั้งๆ ที่บางเรื่องไม่เกี่ยวกับภูติผีวิญญาณซักหน่อย  ขยันผูกเรื่องกันจริงๆ  

          

   กลับเข้าเรื่องเลยและกัน  อย่างที่จั่วหัวไว้นั้นแหละตอนนี้จะเป็นเรื่องเมืองลับแล  อาณาจักรที่ว่ากันว่าดำรงอยู่คู่ขนานไปกับโลกของเรา  ทำนองเดียวกับโลกใต้พิภพนั่นแหละครับ  แต่อย่าพึ่งเบื่อเพราะเคยได้ยินเรื่องเมืองลับแลที่จังหวัดอุตรดิตย์มาแล้ว นะ  เรื่องที่คนทั่วไปเขาเขียนไปแล้วนายเจซีไม่สนใจจะเขียนซ้ำหรอก  มันต้องเป็นเรื่องใหม่หรือไม่ก็เรื่องที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนักเท่า นั้น  (อุดมการณ์สูง.....)  ฉะนั้นมั่นใจได้เลยว่าไม่มีทางซ้ำซากๆ แน่นอน  นอกจากอุตรดิตย์ที่ได้ยินจนคุ้นหูแล้วยังมีเมืองลับแลที่จังหวัดอื่นอีก ครับ  อย่างวัดถ้ำแกลบ  ถ้ำเปี้ยว  วัดเขาบันไดอิฐ  วัดพระพุทธไสยาสน์  วัดถ้ำรงค์  วัดใหญ่สุวรรณาราม  ทั้งหมดอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี   โอ้...เยอะแท้แถมยังลึกลับกว่าอุตรดิตย์อีก  ทั้งทางเดินใต้ดินที่เชื่อมวัด 4 วัดและอาจจะเป็นทางเดินเข้าออกของชาวเมืองลับแล  เรื่องเล่าทางลับปริศนาที่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนสร้าง  และสร้างไว้ทำไม  ตำนานพระนิ้วหินที่หลงเข้าถ้ำที่เพชรบุรีแต่ไปโผล่ที่ราชบุรีระหว่างทางท่าน เจอเมืองลับแลที่มีแต่ผู้หญิงเข้าให้



   ลึกลับใช่เล่นแฮะ!!  เกริ่นนำพอสมควรจากนี้ขอลงในรายระเอียดให้มันชัดเจนไปเลย  เริ่มต้นที่วัดถ้ำแกลบเลยและกันวัดนี้มีชื่อเป็นทางการว่า "วัดบุญทวี"  ในเขตวัดนี้มีถ้ำอยู่ถ้ำหนึ่งชื่อว่า "ถ้ำแกลบ"  ชื่อกระโหลกกระลาแท้ๆ แต่ว่ามันมีที่มาครับ  สาเหตุที่ได้ชื่อนี้เพราะมักมีคนพบแกลบกองเท่ากระบุงอยู่ในถ้ำบ่อยๆ ไม่รู้ว่ามาจากไหน  ก็เลยนำไปรวมกับเรื่องทางเข้าออกของเมืองลับแล  กลายเป็นว่าคนเมืองลับแลสีข้าวแล้วเอาแกลบมาทิ้ง  แถบนี้มีตำนานเมืองลับแลอยู่เรื่องหนึ่งออกจะคล้ายๆ กับเรื่องที่อุตรดิตย์   เรื่องมันมีอยู่ว่า.......



   มีชายคนหนึ่งมีอาชีพทำน้ำตาลและรับปาดตาล  ทุกวันจะออกไปปีนต้นตาลตั้งแต่เช้าตรู่  ก็ปาดตาลไปเรื่อยเหมือนปกติของทุกๆ วันนั่นแหละครับ  และแล้ววันหนึ่งเขาเจอผู้หญิงกลุ่มหนึ่งเดินออกมาจากถ้ำทำท่าลับๆ ล่อๆ เอาของบางอย่างซ่อนไว้แล้วเดินจากไปพอเย็นๆ ก็เดินกลับมาเอาของที่ซ่อนไว้แล้วเข้าถ้ำไป  ชายหนุ่มนักปาดตาลเห็นเหตุการณ์แบบนี้อยู่หลายครั้งเลยตัดสินลงไปดูให้มัน รู้แล้วรู้รอดไปเลยว่ามันเป็นอะไร  รุ่งขึ้นอีกวันรอจนพวกนางไปหมดแล้ว  เขาลงไปถึงหน้าถ้ำหายจนทั่วก็ไม่เจออะไรมีแต่แกลบกองอยู่หลายกอง  ก็เลยหยิบติดมือมากองหนึ่งแล้วกลับไปทำงานต่อ  เย็นวันนั้นหญิงกลุ่มนั้นก็กลับมาหยิบของอะไรซักแล้วกลับเข้าถ้ำแต่ว่าครั้ง นี้มันไม่เหมือนครั้งก่อนๆ นะซิครับ  มีหญิงหนึ่งในนั้นนั้งร้องไห้อยู่หน้าถ้ำ  ลองไปถามดูนางบอกว่าของของนางหายเลยกลับเข้าไปไม่ได้  เขานึกได้ว่าตัวเองหยิบแกลบมากองหนึ่งเลยเอามาคืน  กลายเป็นว่าแกลบกองนั้นคือของสำคัญที่ใช้ผ่านเข้าออกเมืองลับแล  แล้วทั้งคู่ก็รักกันตามแบบฉบับตำนาน  พล็อตต่อจากนี้ก็เหมือนเรื่องที่อุตรดิตย์แหละครับ  ชายปาดตาลเผลอพูดโกหกเหตุผลเดียวกันเป็ะ!!  เลยโดนไล่ออกจากหมู่บ้านและภรรยาให้ขมิ้นใส่ยามยื่นให้แล้วไม่พูดอะไร ระหว่างทางก็โยนทิ้งไปบ้าง  กลับมาถึงบ้านขมิ้นดันกลายเป็นทอง



   พล็อตเดียวกันเมืองลับแลที่อุตรดิตย์เลย  ที่เพิ่มเข้ามาก็คือมีแกลบเป็นบัตรผ่านประตู  อืม....ขนาดกลับถึงบ้านขมิ้นกลายเป็นทองได้  แกลบกลายเป็นบัตรผ่านประตูมันก็ไม่แปลกหรอกนะ  นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่เล่าลือกันว่ามีทางเดินใต้ดินที่เป็นของชาวลับแล เชื่อมวัด 4 วัดเข้าด้วยกันคือ วัดถ้ำแก้วเขาวัง วัดพระพุทธไสยาสน์ วัดเขาบันไดอิฐ วัดถ้ำแกลบ  วัดอื่นๆ ทางเข้าอยู่ตรงไหนก็ไม่ทราบแหล่งข้อมูลของผมก็เรียบเรียงมามั่วๆ ไว้หาเจอจะเอามาบอก  แต่ที่วัดพระพุทธไสยาสน์หรือเรียกกันติดปากว่า "วัดพระนอน"  ที่มีพระนอนองค์ใหญ่โตมโหฬารนั่นแหละ  เชื่อกันว่าทางเดินลับใต้ดินที่ว่านั้นอยู่ที่ใต้พระนอนนั่นเอง  เรื่องนี้ไม่ได้เล่ากันลอยๆ นะครับมีเรื่องประกอบด้วย  ว่ากันว่าในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นในสงครามเก้าทัพพม่าล้อมเมืองนี่ อยู่  แต่ไม่รู้ว่าเหตุอันใดทหารไทยลอบตีข้างหลังพม่าได้ทั้งๆ ที่ถูกล้อมอยู่  ชาวบ้านก็เลยเชื่อว่าทหารไทยลอบออกไปทางลับใต้ดินที่มีเรื่องเล่ามาช้านาน นั่นเอง  


   พอนำไปรวมกับเรื่องเล่าชาวบ้านที่อ้างว่าสำรวจถ้ำบางแห่งในภูเขาแถบนั้นเช่นถ้ำเปี้ยว  ถ้ำเขาหลวง  แล้วเจอทางเดินที่ไม่น่าจะเป็นทางธรรมชาติสร้างเพราะมันราบเรียบแถมเจอข้าวของเก่าๆ ทิ้งไว้เกลื่อนกลาด  บางถ้ำมีทางเดินในถ้ำก็ทอดยาวไปไกลน่าจะเรียกว่าอุโมงค์มากกว่า  เมื่อเดินถึงสุดทางกลับเจอแผ่นปูนซีเมนต์ปิดอยู่  เรื่องที่มีข้าวของทิ้งเกลื่อนพอจะอธิบายได้ว่าเป็นที่หลบภัยเวลาเกิดสงคราม  ที่เรื่องผนังปูนซีเมนต์นี่ซิมันมายังไง??  แล้วบังเอิญที่ถ้ำเขาหลวงก็มีผนังปูนปิดอยู่เขาติ๊ต่างว่านี่คือเขตแบ่งเมืองลับแลกับเมืองเพชรบุรี  เรื่องนี้จริงหรือเปล่าไม่รู้เพราะไม่เคยไปเหมือนใครไปมาแล้วแวะมาบอกหน่อยและกันว่าจริงไหม  ไม่งั้นนายเจซีคนนี้ก็โดนแหกตาแน่ๆ!!  แล้วก็บังเอิญเหมือนจงใจที่วัดถ้ำรงค์เล่ากันว่ามีทางเข้าอยู่หลังวัดแต่ปัจจุบันทางเข้านั้นถูกปิดไปตามระเบียบ

   เห้อ!!!!  ตัดตอนไปหลายส่วนทีเดียวพระนิ้วเพชรก็ยังไม่ได้พูดถึง  หลวงพ่อดำที่วัดถ้ำรงค์ชอบออกมาเดิน  พระออกมาเดินก็ไม่แปลกหรอกนะแต่หลวงพ่อดำที่ว่านี่เป็นพระพุทธรูปน่ะซิครับ  แค่นี่ก็รีบเขียนจะแย่แล้วเอาไว้วันหลังจากหมดมุกเขียนจะเอาเรื่องเล่าชาวบ้านมาลงให้อ่านและกัน

 

3 เม.ย. 2557

เรื่องของนาค

   ทิ้งบล็อกนี้ไปนานตอนแรกก็แค่สร้างไว้ลวกๆ แต่ยอดวิวดีเหลือเกินเลยกลับมาเขียนต่อ  เรื่องที่แล้วเขียนเรื่องครุฑไว้และคงจะขาดเรื่องพญานาคไปไม่ได้  ยังไงๆ มันก็เป็นของคู่กันแหละน่า  ตอนแรกก็ลังเลอยู่ว่าจะเขียนเรื่องอะไรของนาคดี  เพราะคนอื่้นๆ เขาเขียนลงเว็บลงบล็อกกันไปหมดแล้ว  แล้วหลายๆ เรื่องคนก็รู้กันอยู่แล้ว  คิดไปคิดมาเอาเรื่องนาคในพงศาวดารต่างๆ ของประเทศเพื่อบ้านก็แล้วกัน  คิดว่าหลายๆ คนอาจไม่รู้ก็ได้







     นอกจากไทยแล้วประเทศเพื่อนบ้านเราก็มีเรื่องเล่าของนาคเหมือนกันแต่จะแตกต่างกันไปตามสังคมเมืองของเมืองนั้นๆ อย่างพม่าสถานะทางสังคมของพญานาคดูเหมือนไม่ดีเท่าไร  มีบันทึกอยู่หลายเรื่องที่พูดถึงนางนาคที่ขึ้นมาความสัมพันธ์กับผู้มีบุญแต่ไม่รู้บุญกรรมแต่ปางไหนมักทีจุดจบไม่สวยนักมักมีเหตุเป็นไปซะทุกเรื่อง   แม้แต่ชนชาติมอญก็ได้รับอิทธิพลนี้อยู่เหมือนกัน  มีพงศาวดารของมอญเรื่องหนึ่งเขียนไว้ว่า 

   กาลครั้งหนึ่ง...(อืม..ขึ้นต้นอย่างกันนิทานอีสปเลยเรา)  มีฤาษีตนหนึ่งชื่อว่า "โลมดาบส"  อาศัยบนภูเขาหงอนนาค  ขณะเดินหาผลไม้ไปตามท้องเรื่องได้ไปเจอไข่ฟองหนึ่งของนางนาคที่แอบขึ้นมามีความสัมพันธ์กับเพทยาธรจนมีลูกด้วยกัน  พอคลอดลูกออกมากลับเป็นไข่เพทยาธรจึงรู้ว่าผู้หญิงทีนอนด้วยทุกคืนเป็นนาคเลยเกิดความเบื่อหน่ายหนีไป  ส่วนนางนาคก็หนีกลับเมืองนาคไปเหมือนกัน  ก็เหลือแต่ฤาษีโลมดาบสที่ต้องรับบทเลี้ยงดูไข่นาค  พอไข่แตกออกมาเป็นกุมารีสวยสดงดงามฤาษีก็เลี้ยงตูจนเติบใหญ่  เรื่องต่อจากนี้เราๆ ท่านๆ คงเดาออกแล้วล่ะว่าจะเป็นอย่างไงต่อไป  พรานป่ามาเจอ > ไปบอกพระเจ้าแผ่นดิน > ให้เสนาอำมาตย์มาขอ > แต่ตั้งเป็นอัครมเหสี  พล๊อตเรื่องเดียวกับละครจักรๆ วงค์ ๆ เช้าเสาร์ - อาทิตย์  เป๊ะ!!  ข้ามตอนมีลูกแฝดไปถึงจุดไคลแมคเลยและกัน  พระวิมลาราชเทวีที่ออกมาจากไข่นางนาคนั่นแหละ  เวลาเธอพิโรธโกรธานางสนมผู้ใดแล้ว  ผู้นั้นจะตายด้วยพิษของนาค  เรื่องนี้เป็นที่สงสัยไปถึงพระเจ้าเสนะคงคา  พระองค์ทรงเปิดประชุมบรรดาเสนาอำมาตย์จนได้ข้อยุติว่านางอาจมีชาติเป็นนาค  ปุโรหิตจึงประกอบยาขึ้นมาตัวหนึ่ง  ยาอะไรก็มิทราบได้เมื่อพระวิมลราชเทวีประพรมต่างผัดแป้งร่างกายก็ซูดผอมจนถึงแต่ความตายถึงได้รู้นางมีชาติเป็นนาค  ทรงผลให้ลูกแฝดของนางนาคโดยขับไล่ออกจากเมืองไปกลับไปอยู่กับฤาษี

พญานาคในไทยจะมีแต่เรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา


   มันตรงกันข้ามกับไทย  ลาว  กัมพูชาชะจริงๆ เพราะนาคมักได้รับการบูชาพอๆ กับเทวดา  อืม...จะมากกว่าซะด้วยมั้ง  จากเท่าที่รู้มารู้สึกว่าถึงจะนับถือนาคเหมือนกันแต่ก็พอมีความแตกต่างกันไปเล็กน้อย  อย่างไทยจะบูชานาคอย่างมาก  นาคจะมีบทบาทในทางพระพุทธศาสนาเท่านั้นไม่มีตำนานหรือพงศาวดารในด้านอื่นๆ เลย  ต่างจากลาวที่พอจะมีบทบาททางสังคมเพิ่มขึ้นแล้วยังมีประเพณีการบูชาพญานาคที่ชัดเจนมากเช่น  การบูชานาค 15 ตระกูล  ตำนานการตั้งรกร้างของชาวลาวริมแม่น้ำโขง  แล้วยังมีเรื่องที่นาคขึ้นมาช่วยดูแลบ้านเมืองที่เขียนไว้ชัดเจนมาก  พญานาคทางกัมพูชาจะเด่นด้านการสังคมกว่าที่อื่นๆ อย่างการสร้างกรุงกัมพูชาที่นาคเนรมิตให้พระทองเพื่อรับขวัญลูกเขย  พงศาวดารส่วนนี้ไม่มีอะไรหวือหว๋าขอข้ามไปเลยและกัน  นอกจากนี้ยังมีตอนสร้างพระนครธมทีมีฉากมนุษย์กับนาครบกันเหตุเพราะว่าในสมัยพระเจ้ากรุงพาลไม่ถวายบรรณาการให้กับพญานาคตามพระเจ้าองค์ก่อนที่ได้ตกลงกันตอนสร้างพระนครธมก็เลยยกพลขึ้นบกแต่ก็แพ้มนุษย์

พระนครธม


   ฉะนั้นไม่ว่านาคจะมีจริงๆ หรือไม่มันไม่สำคัญซะแล้วล่ะครับ  เพราะพญานาคเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพงศาวดาร  ประเพณี  วัฒนธรรม  ไปจนถึงความเชื่อการปฏิบัติตัว  มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนแถบนี้ไปซะแล้วล่ะครับ

23 ก.ย. 2555

เรื่องของครุฑ



    คงไม่มีใครไม่รู้จักครุฑนะ  อมนุษย์ครึ่งนกผู้เป็นเจ้าเวหาขนิดนี้มีเรื่องเล่า - ตำนานแพร่กระจายตั้งแต่อินเดียธิเบตไทยพม่ากัมพูชามาเลเซียอินโดนีเซีย  ทุกประเทศกล่าวถึงรูปร่างคล้ายๆ กันหมดคือตัวเป็นคน มีหัว  ปีกและขาเป็นนก  แล้วก็มีแขนเหมือนคน ตรงที่มีแขนเหมือนคนนี่แหละที่ทำให้ครุฑได้เปรียบกว่าสัตว์บินได้ชนิดอื่น  ก็เหมือนกับคนที่มีแขนหยิบสิ่งของได้สะดวกกว่าสัตว์อื่นนั้นแหละครับ  แต่น่าแปลกที่ทุกๆ ตำนานพูดถึงแต่ครุฑตัวผู้  แล้วครุฑตัวเมียไปไหน? หรือว่าครุฑมีแต่ตัวผู้!
    หลายเรื่องกล่าวถึงวิมานฉิมพลีที่อยู่บนต้นงิ้วอันเป็นที่อยู่ของพญาครุฑ  แต่ไม่เคยเล่าถึงสิ่งของที่อยู่ในวิมานเลย  เราก็เลยไม่รู้ว่าครุฑตอนอยู่ในวิมานจะกินนอนแบบไหน  นอนแบบนกที่ที่สร้างรังพอตัวนอนได้หรือสร้างวิมานแบบปราสาทที่มีรั้วรอบขอบชิด  เป็นปัญหาที่ผมต้องขบกันจนหัวแตกอีกเรื่อง
    อย่างว่าแหละครับถ้าไม่มีความลึกลับจะกลายเป็นตำนานเรื่องเล่าขานได้อย่าไง!!  พูดถึงตำนานที่ไรผมมักจะนึกถึงความลึกลับเรื่องพิศดารชวนให้จินตนาการต่อ  เหมือนกับคำกล่าวหนึ่งว่า  "ตำนานไม่ได้มีไว้ท่องจำ  แต่มีไว้ให้จินตนาการ" 

    งั้นเคยจินตนาการหรือไม่ว่าถ้าครุฑเกิดมีตัวตนจริงๆ ขึ้นมาจะเป็นอย่างไง  พอดีหลายวันก่อนไปซื้อหนังสือมาเล่มหนึ่งเห็นเรื่องน่าสนใจดีเลยกะจะเขียนลงบล็อกให้คนอ่านซักหน่อย  ทั้งๆ ที่ก็ไม่มีคนเข้ามาเท่าไรนัก  หนังสือที่ว่านั้นมีชื่อว่า "ครุฑยุดนาค"  ของ ส.พลายน้อย นักเขียนรุ่นเก๋าที่ผงาดในวงการนักเขียนมาช้านาน  ในเล่มนี้พูดถึงเรื่องจุดเริ่มต้นความขัดแย้งของครุฑกับนาค  เรื่องของครุฑและนาค  และจุดจบความขัดแย้งของครุฑกับนาค  โดยแบ่งที่สองช่วง  ผมก็เลยแบ่งเป็น 3 ตอนมาเขียนลงบล็อกซะ






    ในเล่มนี้มีตอนหนึ่งเขียนเรื่องที่อยู่ของครุฑไว้น่าสนใจมาก  แถมยังเป็นเรื่องที่ผมเองก็ๆไม่เคยอ่านจากหนังสือเล่มไหนมาก่อนเหมื่อนกัน  อย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่าที่อยู่ของครุฑคือวิมานฉิมพลีอยู่บนต้นงิ้ว  คำว่า  ฉิมพลี  เพี้ยนมาจากคำว่า  สิมพลี  ในภาษามคธ  แล้วยังไปตรงกันคำว่า  ศาลมลี  ที่แปลเป็นไทยว่า  ไม้งิ้ว  แล้วเผอิญเหมือนจงใจแหลมมลายูในอดีตปัจจุบันคือประเทศมาเลเซีย  ครั้งอดีตกาลก่อนเรียกว่าแหลมมาลายูดินแดนแห่งนี้ถูกเรียกว่า  ศาลมลีทวีป  หรือดินแดนที่มีต้นศาลมลี  เรียกอีกอย่างว่าดินแดนที่มีต้นงิ้ว  งั้นครุฑก้ต้องอยู่ที่แหลมมลายูนะซิ
    ประกอบกับมีชาดกเรื่อง  "นางสุสันธีชาดก"  ทำให้ตอกย้ำเรื่องครุฑอยู่ในแหลมมลายูให้น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น  ขึ้นชื่อว่าชาดกก็คงจะเป็นชาติหนึ่งของพระพุทธเจ้า  แต่ชาตินี้พระพุทธเจ้าเกิดเป็นหญิงชื่อว่านางสุสันธี
    อืม!??! .......หลายคนคงค้านนะว่าทำไมพระพุทธเจ้าถึงเกิดเป็นหญิงล่ะ  อย่างลืมประโยคหนึ่งที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้มีใจความว่า "มนุษย์เกิดมาแล้วหลายภพชาตินัก  ถ้านำกระดูกทุกชาติมากองรวมกันจะเท่ากับภูเขาลูกใหญ่หนึ่งลูก"  ประโยคนี้พระองค์กล่าวแบบไม่มีข้อยกเว้น  แม้ตัวพระองค์ยังเคยตรัสไว้ว่า "ตัวเราเองก็ไปเกิดมาแล้วทั้ง 16 ภพภูมิ"  ใครอ่านบทสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระอานนท์ตอนที่พระพุทธเจ้าเล่าเรื่องนรก  สวรรค์    และภพมนุษย์คงคุ้นๆ กับประโยคนี้อยู่นะ  อีกอย่างหนึ่งเราคงได้ยินนิทานชาดกที่พระพุทธเจ้าเสวยชาติเป็นช้าง  ลิง  นาค  มาแล้ว  ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลแล้วทำไมถึงจะมีชาติที่เกิดเป็นหญิงไม่ได้

    ยังไงๆ ก็ขอเล่าเรื่อง  นางสุสันธีชาดก  ซักนิดก็แล้วกัน

    ชาตินี้พระพุทธเจ้าเสวยชาติเป็นนางสุสันธีและเป็นมเหสีของพระเจ้าตัมพราชซึ่งครองกรุงพาราณสี  (รู้สึกว่าจะได้ยินนครนี้บ่อยเหลือเกินนะ)  ก็อยู่กันดีๆ นี่ไม่มีเรื่องอะไรหรอกครับ  แต่เหตุมันเกินตอนที่วันหนึ่งมีครุฑแปลงกายเป็นชายหนุ่มรูปหล่อมาเล่นสกากับพระเจ้าตัมพราชอยู่หลายครั้ง  นางบริจาริกาก็ไปมุงดูเขาเล่นสกาทุกครั้งเลย  ก็คนมันหล่ออ่ะนะ  สาวๆ ก็ต้องเหล่มองเป็นธรรมดา  แต่ดันไปทูลชวนมเหสีสุสันธีมาดูด้วยนี่ซิครับ  มันก็เลยเป็นเรื่อง!  นางปลอมตัวเป็นนางบริจาริกาเพิ่อไปชมความหล่อให้เห็นกันตา  แล้วก็หล่อสมใจเธอครับ  ครุฑที่แปลงกายมาพบเธอเข้าก็เกิดความรักใคร่จนบันดานให้เกิดพายุ  ฟ้ามืดครึ้ม  แล้วก็พาไปยังเกาะเสรุมที่อยู่ของเจ้าครุฑบ้ากามนั้นแหละครับเพื่อร่วมอภิรมณ์จนเสร็จสมอารมณ์หมาย  แล้วก็กลับมาเล่นสกากับพระเจ้าตัมพราชเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ฝ่ายพระเจ้าตัมพราชก็ไม่นิ่งนอนใจ  ก็เมียเล่นหายไปทั้งคนแถมยังสวยอีกด้วยจะนิ่งได้ไงล่ะ!! สั่งให้คนตามหายแทบพลิกแผ่นดิน

    ในบันดาคนที่ออกตามหามีคนหนึ่งชื่อว่า "อัคค" เป็นคนบังคับเรือของพระองค์  ได้ขอโดยสารเรือพ่อค้ากลุ่มหนึ่งที่จะไปค้าขายกับดินแดนสุวรรณภูมิ  แล้วจ่ายค่าเดินเป็นเสียงพิณ  แต่ไม่ใช่เสียงพิณธรรมดานะเพราะพอดีดกลางทะเลบรรดาฝูงปลาแห่กันมาจนเรือโคลงเคลง  แล้วก็เรือก็ล้มตามระเบียบนิทานปรำปราไป  แต่นายอัคคกลับลอดมาได้โดยไปเกยชายหาดตามระเบียบอีกเหมือนกัน  แล้วจงใจแบบบังเอิญหรือยังไงไม่ทราบได้เกาะที่อีตานี้ไปนอนสลบอยู่คือเกาะเสรุมที่ครุฑพานางสุสันธีมาอยู่ด้วย  แล้วก็บังเอิญอีกแล้วครับท่าน (โอ้!!!! น้ำเน่าแท้เหลา)  นางสุสันธีลงมาเดินเล่นที่ชายหาดไปเจอเข้า  แล้วก็พาขึ้นวิมานบนต้นไทรไปรักษาจนหาย  แล้วก็ร่วมอภิรมณ์จนเสร็จสมอารมณ์นางสุสันธีไปอีกราย  ทั้งคู่มีความสุขอยู่ราวๆ หนึ่งเดือนโดยที่ครุฑไม่รู้ (เป็นครุฑก็โดนสวมเขาก็ได้เหมือนกันนะ)  นายอัคคก็ขออาศัยเรือพ่อค้าลำหนึ่งกลับมาเมื่องพาราณสี

    หลังกลับจากการผจญภัยนายอัคคก็รอจนถึงวันที่ครุฑมาเล่นสกา  แล้ววันนั้นก็มาถึง  นายอัคคก็เข้าไปเล่นพิณถวายเป็นทำนองบอกเล่าเรื่องราวที่ตัวเองไปร่วมอภิรมณ์กับนางสุสันธี  จนครุฑสงสัยเลยถามไปถามมา  ก็รู้ว่านายคนนี้ไปถึงเกาะเสรุมแล้วก็ร่วมหลับนอนกับนางสุสันธีมาแล้ว  เลยเกิดอาการช็อก!!  เวรกรรมมันตามทันแล้วครับ  ตัวเองไปพรากเมียคนอื่นมาก็เลยโดยเมียนี้แหละสวมเขาซะ!!!!   จนรู้สึกปลงกับชีวิตอยู่ไกลตั้งขนาดนั้นยังปล่อยให้คนอื่นไปร่วมหลับนอนกับกับเมียตัวเองได้  เลยพานางสุสันธีมาคืนพระเจ้าตัมพราช  ตั้งแต่นั้นมาครุฑก็ไม่เคยมาเล่นสกากับพระองค์อีกเลย

    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  "สาวงามช่างอันตรายแท้  แม้แต่ครุฑยังโดนสวมเขาได้"

    เริ่มนอกประเด็นและ!!!  นิทานเรื่องกล่าวถึงนายอัคคที่ขอโดยสารเรือพ่อค้าไปยังสุวรรณภูมิแล้วเรือแตก  สุวรรณภูมิก็คือประเทศไทยในปัจจุบัน  ก็เลยคาดการณ์กันว่าเกาะที่นายอัคคไปเกยหาดสลบอยู่น่าจะเป็นเกาะใดเกาะหนึ่งในแหลมมลายู  จะต่างกันตรงที่ในนิทานเรื่องนี้คือต้นไทร   อืม. . . . ต้นงิ้วคงโดนเซ้งไปหมดแล้วมั้งเลยอาศัยต้นไทรอยู่แทน
ว่ากันว่าครุฑตัวสีแดงมีอำนาจมากที่สุด

    อ่านจบผมก็จินตนาการเปรียบเทียบกับสัตว์ชนิดต่างๆ ปกติแล้วไม่ว่าสัตว์ชนิดไหนจะอาศัยในบริเวณที่อาหารกินจะได้ไม่ต้องเดินไกลเวลาหาอาหาร  แล้วครุฑกินนาค  ถ้าครุฑอยู่ที่แหลมมลายูแล้วนาคอยู่ไหน?  แล้วบังเอิญไปพ้องกับตำนานนาคสร้างเมืองกัมพูชา  ก็แสดงว่านาคก็ต้องอาศัยอยู่ที่ประเทศกัมพูชาในปัจจุบันเหมือนกัน  ก็ตรงกันอีกครับ  ครุฑอาศัยในแหลมมลายูเวลาออกหากินก็บินไปกินนาคที่กัมพูชา  ดูตามแผนที่ในปัจจุบันถ้าเดินทางอากาศก็ไม่ไกลกันเท่าไรนัก
    ชักจะลึกลับขึ้นมาแล้วใช่ไหมล่ะ!!!

    ยังก่อนๆๆ  เรื่องครุฑตัวเมียผมยังไม่พูดถึงเลย  ลองจินตนาการดีๆ ว่าอมนุษย์ครึ่งนกที่เป็นเพศหญิงลักษณะใกล้เคียงกับครุฑ  แต่ตำนานนี้ไม่เคยกล่าวถึงเพศชายเลย  อยู่ในตำนานไหน  ! . ! .! . ! . ! . ! . ! . !
   นึกออกยัง!!!  ถ้าไม่ใช่คนที่ชื่นชอบตำนานเทพ - อสูร  คงนึกไม่ออกแน่!    เฉลย  อยู่ในตำนานเทพกรีก - โรมันครับ  ฮาร์ปี้ไงล่ะ !!  ได้ยินแต่ฮาร์ปี้เพศหญิง  หรือว่ามีใครได้ยินเรื่องฮาร์ปี้เพศชาย????
   มันช่างเป็นตำนานที่ดูพ้องกันมากๆๆ
ฮาร์ปี้ทำไมมีแต่เพศหญิง???

ฮาร์ปี้รูปนี้เล่นซะเอ็กเชียว

27 พ.ย. 2554

กะโหลกพระเจ้า

         จั่วหัวซะตื่นเต้นเลย !!   แต่ก็ไม่ผิดเท่าไรนักหรอกครับ   เพราะว่าปี  1999  ลล์อย  พาย   ผู้ที่จบการศึกษาด้านจิตวิทยาแต่หันมาศึกษาหาต้นตอของพันธุกรรมมนุษย์   ชายคนนี้ได้รับกระโหลกปริศนาจากสามีภรรยาคู่หนึ่งเพื่อให้ไขความลับของกะโหลกนั้น

ซ้ายกะโหลกมนุษย์โลก - ขวากะโหลกปริศนา

         แล้วกระโหลกนั่นมันแปลกตรงไหน ?  มันแปลกมากจนอาจจะไม่ใช่กะโหลกมนุษย์โลก   สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดๆ ก็คือ  ขนาด   กะโหลกปริศนานั้นทีขนาดใหญ่กว่ากะโหลกมนุษย์โลก   ปกติกะโหลกมนุษย์โลกโตเต็มวัยจะมีความจุประมาณ  1,400  ลบ.ซม.   แต่กะโหลกนั้นมีความจุถึง  1,600  ลบ.ซม.   ทั้งๆ ที่ตรวจสอบอายุได้   5 - 6  ปี  เท่านั้น   หากเจ้าของกะโหลกโตเต็มวัยอาจมีความจุถึง  1,800  ลบ.ซม.   เบ้าตา !  นี่ก็แปลก   มนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ เบ้าตามีความลึกถึง  5  ซม.  แต่เบ้าตากะโหลกปริศนามีความลึกเพียง  3  ซม.  และเป็นรูปหยดน้ำ   สุดท้ายที่แปลกก็คือ  ฟัน  ที่มีทั้งหมดถึง  3  ชุด   แต่พวกเรามีแค่  2  ชุด  คือฟันน้ำนมและฟันแท้

ซ้ายกะโหลกมนุษย์โลก - ขวากะโหลกต่างดาว

         คราวนี่นาย  ลล์อย  พาย  แน่ใจเป็นหนักหนาว่าเจอของจริงเข้าให้แล้ว   หลังจากที่เจอแต่พวกที่มาเล่าเรื่องราวพิลึกพิลั่นต่างๆ นานาแต่หาหลักฐานไม่ได้   เจ้ากะโหลกนั่นเขาได้มาจากสามีภรรยาคู่หนึ่งที่ได้รับมาจากเพื่อนบ้านสาวก่อนที่เธอจะตาย   สามีภรรยาเล่าว่าสาวเพื่อนบ้านคนนั้นได้มาตั้งวัยเด็กเมื่อ  50  กว่าปีก่อนตอนกำลังรุ่นๆ ขณะไปเยี่ยมญาติที่อยู่หมู่บ้านเล็กๆ ห่างจากเมืองชิวาวา  (ไม่เกี่ยวกับหมาชิวาว่านะ)  ซึ่งเต็มไปด้วยอุโมงค์และถ้ำจากการขุดเหมือง   แต่ด้วยนิสัยวัยรุ่นเธอแอบไปเล่นในเขตอันตรายเสมอถึงแม้พ่อแม่จากห้ามก็ตามที   จุดเริ่มต้นกะโหลกประหลาดอยู่ตรงนี้แหละ!!   เธอลงไปอุโมงค์แห่งหนึ่ง   เธอเจอกับโครงกระดูก  2  ร่าง   โครงกระดูกร่างที่เล็กกว่าโอบแขนโครงกระดูกที่ใหญ่กว่า  

ภาพเอ็กซเรย์กะโหลกปริศนา

         ไม่รอช้าเธอขุดและเก็บโครงกระดูกทั้งหมดกลับบ้านทันที  (ใจกล้าดีแหะ!)  เมื่อกลับถึงบ้านเธอวางตระกร้าที่ใส่โครงกระดูกไว้หน้าบ้าน   ค่ำคืนนั้นบังเกิดฝนตกห่าใหญ่จนน้ำท่วมพัดเอากระดูกทั้งหมดลอยน้ำไปเหลือแค่กะโหลก  2  กะโหลกและฟันอีก  2  ซี่   สาวนน้อยเก็บกระดูกที่เหลือไว้จนช่วงสุดท้ายของชีวิต   และก่อนตายเธอยกให้เพื่อนบ้าน   เพื่อนบ้านที่ว่านั้นก็คือสามีภรรยาที่กล่าวมาตั้งแต่ตันนั้นแหละ   แต่ฝ่ายภรรยาไม่ได้ชื่นชมกะโหลกนั้นซักนิดทั้งดุด่า  รบเร้า  เคล้าคลึง  เอ้ย!!!   ไม่ใช่ๆ   จน  5  ปีสามีกำลังจะนำกะโหลกนั้นไปทิ้งแต่นึกขึ้นมาได้ว่ามีเพื่อนคนหนึ่งสนใจเรื่องนี้อยู่เลยนำไปให้ไขกันเล่นๆ ยามว่าง   เพื่อนคนนั้นก็คือนาย  ลล์อย  พาย  นั้นเอง
 
         แล้วมันคือกะโหลกของใครล่ะ !?!  ตามตำนานพื้นบ้านได้เล่าถึงพระเจ้าที่ลงมาอยู่กินกับหญิงสาวชาวโลก   เห็นบอกว่าตามคำบรรยายของคนพื้นถิ่นแล้วพระเจ้าที่ว่านั้นมีลักษณะคล้ายมนุษย์ต่างดาวเกรย์  



         ลงมาอยู่กินฉันสามีภรรยาหรือทดลองแพร่เผ่าพันธุ์ !!  เพราะว่าหญิงสาวที่โชคดี  (หรือร้าย??)  เธอคนนั้นเป็นหมันครับ   แต่ไม่นานเธอท้องโย้และคลอดบุตรออกมาและเลี้ยงบุตรประหลาดอย่างลูกเป็นเวลา  6  ปี  แต่อยู่ๆ พระเจ้าก็มาขอเด็กคืน   ด้วยความเป็นแม่ที่ไม่อยากพรากจากลูกเธอพาลูกหนีในเวลาไม่นานต่อมา   ตามตำนานเล่าว่าเธอเข้าไปหลบอยู่ในถ้ำและลงมือฆ่าลูกตัวเองซะและฝังให้แขนโผล่มาโอบแขนเธอไว้   และเธอก็กินยาพิษฆ่าตัวตาย

         ตำนานลงตัวกับความให้การของสามีภรรยาคู่นั้นเป๊ะ!!   เจอโครงกระดูกที่โอบแขนกัน   มีกะโหลก  2  กะโหลกเล็กและกะโหลกใหญ่   แน่นอนว่ากะโหลกใหญ่นั้นเป็นของผู้เป็นแม่ลักษณะเหมือนมนุษย์   และกะโหลกประหลาดนั้นคือกะโหลกของลูกของพระเจ้า  

         มีหลายคนสัณนิฐานกันว่าเด็กคนนั้นอาจจะติดเชื้อตั้งแต่อยู่ในครรภ์สภาพเลยออกมาพิการอย่างที่เห็น   ผมว่าไม่ได้ใช่ถ้ากลายพันธุ์ยังน่าเชื่อกว่า   ถ้าเป็นเด็กพิการจริงๆ ก็เป็นการพิการที่แปลกมาก   พิการจนมีฟัน  3  ชุด   เบ้าตื้นกลายเป็นรูปหยดน้ำ   ส่วนเรื่องกะโหลกใหญ่ก็อาจจะเป็นไปได้  

         ผสมข้ามสายพันธุ์งั้นรึ!!   ก็ไม่น่าจะใช่เช่นกันเพราะปกติอวัยวะเพศเมียเมื่อได้รับเชื้อต่างพันธุ์จะขับสารยับยั้งและฆ่าเชื้อตัวนั้นประกอบกับตามตำนานบอกว่าหญิงสาวคนนั้นเป็นหมัน   ที่สำคัญการผสมข้ามพันธุ์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเป็นการผสมแบบสัตว์ในวงศ์เดียวกันอย่างเช่น  สิงโตกับเสือ   ม้ากับลา   ถ้าเป็นการผสมข้ามพันธุ์จริงแสดงว่ามนุษย์โลกเป็นสัตว์วงศ์เดียวกับพระเจ้าตามตำนานหรือมนุษย์ต่างดาวนั้นเอง

         จึงสรุปได้ว่าหญิงคนนั้นเป็นเพียงแม่อุ้มบุญ       

         ยัง   ยังไม่จบ !!

         จะมาด่วนสรุปว่าเป็นการอุ้มนั้นมันยังเร็วเกินไปเพราะว่าผู้ชายก็อุ้มบุญได้   พระเจ้าตามตำนานอาจจะเล่นกลจนสามารถผสมข้ามสานพันธุ์กับสัตว์ต่างวงศ์ได้แล้วก็เป็นไปได้   เราจะมาเอาเทคโนโลยีเท่าหางอึ่งของเราไปเทียบกับสิ่งมีชีวิตที่เดินทางระหว่างดวงดาวเป็นว่าเล่นไม่ได้   เขาอาจะค้นพบวิธีการหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ล้ำหน้ากว่ามนุษย์โลกมากนัก  

         ขอสรุปอีกทีครั้งนี้จะจบจริงๆ แล้ว   ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน   มีหลายตำนานเทพที่เล่าถึงลูกครึ่งเทพ   อาจจะเป็นการผสมข้ามพันธุ์จริงๆ ก็ได้