แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พงศาวดาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พงศาวดาร แสดงบทความทั้งหมด

5 ส.ค. 2560

เผ่าพันธุ์พญานาค

   มาเล่าเรื่องพญานาคกันบ้างขอบอกว่าเร้าใจกว่าเรื่องของครุฑแน่นอนเนื่องจากบ้านเรารับคติของนาคมาทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่หลายเรื่อง  แถมในหนังสือ "ปรมัถโชติกะ

มหาอภิธัมมัตสังคหฎีกา" ปริจเฉมที่ 5 ได้แบ่งประเภทของนาคไว้ระเอียดระออเลยว่า
1.กฏฺฐมุข  พญานาคมีพิษเมื่อโดนพิษแล้วร่างกายจะแข็งไปทั้งตัวแขนขางอยืดไม่ได้  พูดภาษาบ้านเราก็คือเกร็งไปทั้งตัวนั่นแหละ
2.ปูติมุข พญานาคมีพิษที่โดนพิษแล้วบาดแผลจะเน่ามีน้ำเหลืองไหล
3.อคฺคิมุข พญานาคมีพิษที่โดนแล้วจะร้อนไปทั้งตัว  รอยกัดจะเป็นริ้วเหมือนรอยไฟไหม้
4.สตฺถมุข   พญานาคที่โดนพิษแล้วร่างกายจะเหมือนถูกฟ้าผ่า







ศิริศรีปัฏฐานนาคราชเจ้า อยู่ที่วัดถ้ำผาเกิ้ง อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เชิญไปเที่ยวชมกันได้นะ


                                        
นี่คือพิษ 4 ประเภทที่พญานาคจะปล่อยออกมา  ส่วนวิธีการปล่อยก็ไม่ได้มีแต่กัดอย่างเดียวแต่แบ่งไปอีก 4 แบบ
1.ทัฎฐวิสพญานาค  เมื่อกัดแล้วพิษจะเเผ่ซ่านไปทั้งตัว
2.ทิฏฐวิสพญานาค  สามารถพ่นพิษออกทางตา
3.ผุฏฐวิพญานาค  มีพิษอยู่ทั้วร่างเเค่สัมผัสร่างก็ติดพิษได้
4.วาตวิสพญานาค  พ่นพิษทางลมหายใจ
  

นอกจากวิธีปล่อยพิษเเล้วยังเขียนถึงลักษณะการแพร่กระจายของพิษไว้อีก 4 แบบคือ
1.อาคตวิส น โฆรวิส พิษจะเเผ่ไปอย่างรวดเร็วเเต่ไม่รุนเเรง
2.โฆรวิส น อาคตวิส พิษเเรงมากเเต่เเผ่ไปอย่างช้าๆ
3.อาคตวิส โฆรวิส  พิษเเผ่ไปเร็วมากเเล้วเเรงมาก
4.น อาคตวิส น โฆรวิส  มีพิษเเผ่ไปอย่างช้าเเละไม่เเรง



                                                         
พญานาคสร้างขึ้นมาตั้งแต่การแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 ซึ่งประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพเมื่อปี พ.ศ. 2540 ตั้งตระหง่านอยู่หน้าสนามกีฬาหลักของ มธ. ศูนย์รังสิต

ยังๆ ยังไม่จบยังเเบ่งตามลักษณะการเกิดไปอีก 4 เเบบ
1.อัณฆชพญานาค  พญานาคที่เกิดจากไข่
2.ชลาพุชพญานาค  พญานาคที่เกิดในครรภ์
3.สังเสทชพญานาค  พญานาคที่เกิดจากเหงื่อไคล
4.โอปปาติ พญานาค  พญานาคที่เกิดก็ใหญ่โตเลย





 เเลัวเเบ่งตามที่อยู่อาศัยไปอีก 2 ชนิดคือ
1.ชลชพญานาค  พญานาคที่เกิดในน้ำ
2.ถลชพญานาค  พญานาคที่เกิดบนบก
  
อันนี้สุดท้ายแล้วนะนอกจากที่กล่าวมามากมายก่ายกองนั่นแล้วยังแบ่งออกเป็นไปอีก 2 ประเภท
1.กามรูปีพญานาค  พญานาคที่เสวยกามคุณ
2.อกามรูปีพญานาค  พญานาคที่ไม่เสวยกามคุณ
  

รวมทั้งหมดที่ว่าแล้วพญานาคมีทั้งหมด 1,025 ชนิด  แต่ไปนับเอาเองนะ
   อีกเรื่องหนึ่งที่ควรรู้ไว้ว่ามีนาคบางชนิดที่ไม่กลัวครุฑและครุฑก็กินไม่ได้ด้วยซึ่งมี 7 ชนิด
1.นาคอันมีกำเนิดประณีตกว่าครุฑ  อย่างครุฑที่เกิดในครรภ์จะกินนาคที่เกิดแล้วโตทันทีไม่ได้
2.กัมพลัสตรนาค
3.ธตรัฐนาคราช
4.นาคอันอยู่ในสีทันดรสมุทรทั้ง 7
5.นาคอยู่ในแผ่นดิน
6.นาคอยู่ในภูเขา
7.นาคอยู่ในวิมาน

โอเคจบเรื่องชนิดของนาคแบ่งสายพันธุ์ซะเยอะแยะไม่รู้ว่าครุฑจะแบ่งแบบนี้หรือเปล่านะ  คราวหน้ามาอ่านเรื่องตำนานของนาคในประเทศเพื่อนบ้านเรากันบ้าง  ก็ไม่ใกล้ไม่ไกลแถวๆ พม่า  ลาว  กัมพูชาแถวๆ นี้แหละ  ว่าตำนานบ้านเขาจะเหมือนกับของเราไหม


เครดิสภาพ

19 ก.ค. 2560

กำเนิดครุฑ - นาค

   เล่าครุฑมาพักใหญ่ๆ และมาถึงต้นกำเนิดของครุฑกับนาคกันบ้าง (เหมือนจะเล่าย้อนยังไงไม่รู้นะ) ตำนานกำเนิดครุฑมีหลายแบบขุนวิจิตรมาตราพบว่าคัทภีร์ปุราณะบางเล่นกล่าวว่าพระนารายณ์อวตารลงมาเป็นครุฑ  บางก็ว่าพระนารายณ์เป็นผู้สร้างครุฑ  เอาเป็นว่าครุฑกับพระนารายณ์แยกกันไม่ได้ก็แล้วกัน  แต่ตำนานที่ดังที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องที่ครุฑมีพ่อเดียวกับนาคแล้วก็กลายเป็นความขัดระหว่างเผ่าพันธุ์  เอาเป็นว่าไปอ่านตามสไตล์การเขียนของผมมั่งและกัน  เรื่องมีอยู่ว่า....

   พระทักษะเป็นมุนีที่มีบุตรมากที่สุดโอรสถึงพัน  ธิดาไม่ต่ำกว่า 60 นาง  ได้แจกจ่ายให้เทพต่างๆ คนที่เห็นจะโชคดีที่สุดก็คือพระกัศปะเพราะไปถึง 13 นาง  แต่ยกย่องชายาอยู่ 2 นางคือนางวินตากับนางกัทรุ  ซึ่งทั้งคู่สามารถขอพรได้่จากพระกัศปะได้    นางกัทรุขอให้มีลูกเป็นนาคถึงพันตัว (ไม่รู้ว่าเธอคิดยังไงถึงอยากมีลูกเป็นงูยักษ์แบบนั้นนะ) ส่วนนางวินตาก็ไม่อยากน้อยหน้าขอให้ตัวเองมีโอรสเก่งกล้า 2 องค์  แล้วก็ได้สมใจนางแต่มีปัญหาอยู่ตรงที่หลังจากที่ลูกของนางกัทรุฝักออกมาเป็นนาคพันตัว (แล้วทำไมถึงออกลูกเป็นไข่ได้หว่า??)  แต่ของนางวินตาไม่ยอมฝักสักที  คงจะด้วยอารมณ์กลัวน้อยหน้าเลยทุบไข่ดูสักฟอง 

 


   ผลออกมาไม่น่าอภิรมณ์นัก  จริงๆ ไม่ควรจะมีในความคิดด้วยซ้ำขอพรไปแล้วยังไงก็ได้ตามพรแน่  บุตรคนนี้ของเธอออกมามีร่างกายพิการช่วงล่างคือไม่มีขาจึงได้ชื่อว่า "อนอุรุ" แต่ด้วยเรียกเพี้ยนหรือยังไงไม่ทราบคนทั่วไปมักจะรู้จักในชื่อว่า "อรุณ" ที่หมายถึงช่วงเช้านั่นแหละ  หรือไม่ก็เพราะนายคนนี้มักจะมาพร้อมกับพระอาทิตย์ในยามเช้าก็ได้นะ  โดยมีเนื้อเรื่องแยกย่อยเกี่ยวกับอรุณหลังจากถูกบังคับให้ออกจากไข่ก่อนกำเนิดเลยโกรธแม่มากหนีไปเป็นสารถีให้กับระอาทิตย์  ไปไม่ไปเปล่ายังสาปแม่ตัวเองให้เป็นทาสนางกัทรุเป็นเวลา 500 ปี แล้วบุตรคนที่สองจะเป็นผู้ปลดปล่อย  สุดท้ายนางวินตาก็ซวยไปอยู่ๆ ก็กลายเป็นทาสซะอย่างนั้น  บทเรียนราคาแพงกลายเป็นประสบการณ์นางจึงอดใจรอไข่ฟักอย่างใจร้อน (??)  แล้วก็ครบกำหนดไข่ฟองฟักออกมารูปร่างสมบูรณ์  มีปากเป็นจะงอยปากแบบอินทรี  มีแขนเหมือนมนุษย์  ปีกสีแดงตัวสีทองหรือก็ครุฑนั่นเอง...



     เนื้อเรื่องส่วนที่นางวินตาเป็นทาสมีตำนานแยกไปอีกทางที่ไม่ใช่โดนอรุณสาปแต่เพราะแพ้ผนันทายสีของ "ม้าอุจไฉสรพะ" ผิดเลยกลายเป็นทาส  แต่ที่แพ้นี่แพ้เพราะเล่ห์กลของนางกัทรุนะ  คือนางกัทรุกลัวจะตกเป็นทาสเลยให้ลูกๆ นาคทั้งหลายแปลงเข้าแซรกเป็นขนม้าจากสีขาวเลยกลายเป็นสีดำ  แล้วจุดเปลี่ยนก็มาถึงเมื่อครุฑสงสัยว่าทำไมแม่และตัวเองถึงต้องเป็นทาสคอยรับใช้นาคกับนางกัทรุ  พอเค้นถามเข้านางวินตาก็เล่าเรื่องที่แพ้ผนันไป  ฝ่ายครุฑก็รู้ทางเลยไปถามนาคว่าจะทำไงถึงจะให้แม่ของตนพ้นจากความเป็นทาส (ถ้าไปถามตัวแม่คงไม่เรื่องแน่) นาคบอกว่าของน้ำอมฤตมาไถ่ตัวคืนไป  แล้วครุฑก็ออกตามหาน้ำอมฤต  ในเรื่อง "พระเป็นเจ้าของพราหมณ์" พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เล่าส่วนนี้เอาไว้ว่า  ถ้าครุฑไปเอาพระจันทร์ที่มีน้ำอมฤตเป็นบ่อมาให้แล้วจะปล่อยนางวินตาไป  แล้วพญาครุฑก็ไปเอามาได้จริงๆ   แต่ระหว่างทางพระอินทร์ได้เข้ามาขัดขวางเกิดก่ารต่อสู้  พระอินทร์สู้ไม่ได้ "วัชระ" หรือสายฟ้าที่ปราบใครมานักต่อนักก็หักสะบั้นลง  ร้อนถึงพระนารายณ์ต้องลงมาปราบแต่ก็ไม่อาจสู้พญาครุฑได้  ก็เลยผูกมิตรไปซะเลยโดยครุฑขอให้เวลาปกติอยู่สูงกว่าพระนารายณ์แต่เวลาเดินทางจะเป็นพาหนะให้พระนารายณ์



   แต่ทางพระอินทร์ยังห่วงน้ำอมฤตอยู่เลยขอน้ำอมฤตคืนแต่ครุฑก็บอกไปตามความจริงว่าจะเอาไปไถ่ตัวแม่ออกจากความทาสแต่ก็ไม่ได้ความว่าต้องให้นาคกิน  เลยบอกให้พระอินทร์ตามมาหลังจากวางลงให้นาคแล้วก็ให้พระอินทร์เก็บคืนไป  เมื่อครุฑนัดแนะแผนเรียนร้อยพระอินทร์เลยให้พรแก่ครุฑหนึ่งข้อ  ครัฑขอให้นาคเป็นอาหารของงครุฑได้  แล้วครุฑก็กินนาคเป็นอาหารตั้งแต่นั้นมา  กลับมาที่น้ำอมฤตหลังจากครุฑนำน้ำอมฤตมาวางบนหญ้าคาให้นาคแล้วก็ขอตัวนางวินตาคืน  พวกนาคก็ยินดีคืนให้แล้วเตรียมตัวดื่มน้ำอมฤตแต่ระหว่างนั้นพระอินทร์ก็มายกหม้อน้ำอมฤตคืนไป เป็นอันจบ.....

   สรปุนาคก็อดไปตามระเบียบ  ผมว่านะสำนวนที่ว่า "ลิ้น 2 แฉก" น่าเปลี่ยนเป็น "ปากมีจะงอย"  นะเพราะเรื่องนี้ครุฑเจ้าเล่ห์เอาเรื่องอยู่  บอกให้เอามาให้ก็เอามาให้จริงๆ แต่ไม่ได้ให้กินซักหน่อย  แล้วครุฑพระเอกของเรื่องนี้คือ "สุบรรณ" ที่เป็นครุฑตัวแรกของโลกนั้นแหละ  จริงๆ ยังมีเรื่องเล่าปลีกแยกย่อยอีกเยอะละเอียดมากน้อยแตกต่างกันไปแต่ตอนจบประมาณนี้แหละ


เครดิสภาพ

11 ก.ค. 2560

ตำนานครุฑสไตล์มลายู

   ตำนานอีกบทหนึ่งของครุฑเชื่อว่าคงไม่มีใครได้ยินกันมากนักเพราะมันเป็นตำนานของมลายูหรือปัจจุบันก็คือแถวๆ ภาคใต้ไปถึงมาลาเซียนั่นแหละ (นึกไม่ถึงว่าแถบนั้นจะมีเรื่องครุฑด้วย)  เรื่องนี้คัดมาจากเรื่องพญาครุฑจากตำนานเมืองไทรบุรีและเมืองปัตตานี  ฉบับหลวงคุรุนิติไพศาล จะแปลกพิสดารพันลึกแบบไหนไปอ่านกันเลยแหละกัน

   
ภาพจากเรื่องปักษาวายุ

   เรื่องมีอยู่ว่า...ที่เกาะแห่งหนึ่งชื่อว่า "ลังกาบุรี" เดิมเป็นที่อยู่ของพวกยักษ์หลังจากที่พระรามปราบยักษ์สำเร็จ (อ้าวมีของอินเดียมาร่วมด้วย!!) เกาะนี้ก็ร้าง  แล้วครุฑตนหนึ่งที่เคยช่วยปราบยักษ์ก็มาสร้างชุมชนนกอาศัยบนเกาะนี้  มีบริวารเป็นนกมากมายก็อยู่กันอย่างปกติ  และแล้วจุดเริ่มต้นของเรื่องก็เกิดขึ้นเมื่อนกอินทรีตัวหนึ่งมาแจ้งข่าวการอภิเษกสมรสของโอรสพระเจ้ากรุงโรมกับพระราชธิดากรุงจีน  ขณะที่กำลังเตรียมถ่ายเวดดิ้ง..เอ้ย..ไม่ใช่ๆๆ  ขณะที่เตรียมตัวเดินทางจากโรมไปกรุงจีน  เมื่อครุฑรู้เรื่องก็โกธรเป็นอย่างมาก (อย่าถามว่าโกธรเรื่องอะไรเพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกัน??) 
   แต่ก่อนที่จะออกไปอาละวาดตามบทได้ไปเข้าเฝ้าพระเจ้าอัลละฮ์ สุไลมันแล้วกล่าวทูลว่า  "ข้าขอคัดค้านการแต่งของทั้งคู่เนื่องจากไม่มีความเหมาะสมกันอย่างมาก  และไม่ว่ายังไงข้าของเสนอให้นำเรื่องเข้าสู่สภาเพื่อฟังเสียงส่วนใหญ่" 
   พระเจ้าอัลละฮ์ สุไลมันฟังแล้วก็ตรัสตอบว่า "นี่มันงานแต่งอย่าโหนการเมือง  แล้วมันเป็นพรหมลิลิตใครก็ขวางไม่ได้" 
   ฝ่ายครุฑยังไม่แพ้ได้ทูลต่อว่า "ข้าคิดว่ามีกำลังมากพอที่จะขัดขวางทั้งคู่ได้  และขอสัญญาว่าถ้าไม่สำเร็จจะขอเนรเทศตัวเองให้พ้นจากสายตามนุยษ์ไปตลอกกาลและไม่ขอนิรโทษกรรมแน่นอน"  พูดจบก็กางบินไปทางกรุงจีน


 
   ครั้นถึงกรุงจีนพญาครุฑได้จับตัวพระราชธิดาและพระสนมขณะประพาสอุทยานมาไว้ที่เกาะลังกาบุรี  แล้วต่อด้วยการบินไปที่กรุงโรมหมายจะพังกระบวนเรือเจ้าบ่าวเสียให้สิ้น  เมื่อไปถึงก็เรือของพระเจ้ากรุงโรมได้เดิทางมาถึงปากน้ำจักกงแล้ว  เมื่อเห็นดังนั้นก็บรรดาลพายุฝนฟ้าคนองพัดเข้ากองเรือ  ฝ่ายราชามารงมหาวังสาทอดพระเนตรเห็นพญาครุฑก็ทรงแผลงศรแต่ไม่โดน  ส่วนไพร่พลต่างก็พยายามระดมยิงด้วยปืนนานาชนิดราวกับห่าฝน  แต่พญาครุฑก็หาได้เกรงกลัวยังบินโฉบไปมาสร้างลมสร้างคลื่นจนกองเรือระส่ำระส่าย  ราชามารงมหาวังสาเห็นดังนั้นจึงแผลงศรเกิดภูเขาขึ้นมากั้นพายุได้สำเร็จ  แต่เรือก็จมไป 3 ลำ
  
   วันรุ่งขึ้นกองเรือได้เดินทางต่อไปถึงปากแม่น้ำตาไวหรือทวาย  พญาครุฑได้บินโฉบคาบเรือหนึ่งลำ  ใช้เท้าจับเรืออีกข้างละลำบินขึ้นไปบนอากาศแล้วขยี้จนเรือแหลกกลางอากาศ  พวกที่เหลือก็พยายามยิงพญาครุฑแต่ไม่อาจระคายผิวได้
   แล้วพญาครุฑก็พยายามไล่จมเรือของพระเจ้ากรุงโรมไปตลอดทางจนเรือจมหมดทุกลำไม่มีใครรอดชีวิต  ถึงบินกลับเกาะลังกาบุรี  แต่หารู้ไม่ว่าก่อนหน้านั้นราชโอรสได้กดอัลติสกิลพระเอกทันเวลาจึงสามารถเกาะไม้กระดานแผ่นหนึ่งแล้วลอยโต้คลื่นโต้ลมอยู่หลายวัน     และแล้วก็หมดแรงโดนคลื่นซัดมาเกยที่หาดของเกาะลังกาบุรี  ก็เกาะเดียวกับที่อยู่ของครุฑตัวนั้นแหละ  ขณะนั้นพญาครุฑออกไปหากินพอดีและก็พอดีอีกเช่นกันที่พระราชธิดากับพระสนมออกมาเดินเล่นที่ชายหาดได้ยินเสียงร้องไห้ของราชโอรสจึงเข้าไปถามถึงสาเหตุ  พระองค์ก็ทรงเล่าความจริงไป  เมื่อได้ฟังนั้นจึงนำตัวไปซ่อนบนเกาะและดูแลรักษาอย่างดีจนหายเป็นปกติดี  และเมื่อไรที่พญาครุฑไม่อยู่ก็ถึงฉากเลิฟซีนคู่พระคู่นางเป็นซะทุกครั้งไป


  
   วันหนึ่งพระเจ้าอัลละ  สุไลมันทรงเรียกพญาครุฑไปถามไถ่ถึงสิ่งที่สาบานไว้  ฝ่ายพญาครุฑที่มั่นใจเป็นหนักหนาว่าตัวได้จมเรือและทุกคนจมน้ำตายไปหมดแล้วจึงทูลไปว่า "ข้าได้ทำลายกองขันหมากไปหมดสิ้นแล้วและข้าไม่ขอพูดอะไรมากไปกว่านี้เพราะคำพูดของข้าอาจเป็นใช้เป็นคำให้การในชั้นศาล"   พระเจ้าอัลละฮ์ทรงตอบว่า "งั้นก็ดูให้เต็มตาซะ" ว่าแล้วก็ทรงสั่งให้พญาปีศาจ  ฮารมัน ชาห์  นำพลปีศาจร้อยตนไปพาตัวราชโอสรกับราชธิดาและพระสนมมายืนยันตัวตนตรงหน้า  ทำให้พญาครุฑจำนนต่อหลักฐานและกล่าวทูลลาไปตามสัญญา หลังจากนั้นจึงไม่มีใครได้พบเห็นพญาครุฑอีกเลยย!!
  
   จบแล้วสำหรับตำนานครุฑสไตล์มลายูมีหลาหลายชาติทั้งโรม  จีน  อินเดีย  แถมมีพระเจ้าอัลละฮ์เข้าเอี่ยวด้วย อ่านไปอ่านมาก็แปลกดีเหมือนกัน แต่ที่แปลกที่สุดของเรื่องนี้คือพระโอรสกับพระธิดาชื่ออะไร??  ลืมตั้งชื่อตัวพระตัวนางหรือไง??

 เครดิสภาพ

3 เม.ย. 2557

เรื่องของนาค

   ทิ้งบล็อกนี้ไปนานตอนแรกก็แค่สร้างไว้ลวกๆ แต่ยอดวิวดีเหลือเกินเลยกลับมาเขียนต่อ  เรื่องที่แล้วเขียนเรื่องครุฑไว้และคงจะขาดเรื่องพญานาคไปไม่ได้  ยังไงๆ มันก็เป็นของคู่กันแหละน่า  ตอนแรกก็ลังเลอยู่ว่าจะเขียนเรื่องอะไรของนาคดี  เพราะคนอื่้นๆ เขาเขียนลงเว็บลงบล็อกกันไปหมดแล้ว  แล้วหลายๆ เรื่องคนก็รู้กันอยู่แล้ว  คิดไปคิดมาเอาเรื่องนาคในพงศาวดารต่างๆ ของประเทศเพื่อบ้านก็แล้วกัน  คิดว่าหลายๆ คนอาจไม่รู้ก็ได้







     นอกจากไทยแล้วประเทศเพื่อนบ้านเราก็มีเรื่องเล่าของนาคเหมือนกันแต่จะแตกต่างกันไปตามสังคมเมืองของเมืองนั้นๆ อย่างพม่าสถานะทางสังคมของพญานาคดูเหมือนไม่ดีเท่าไร  มีบันทึกอยู่หลายเรื่องที่พูดถึงนางนาคที่ขึ้นมาความสัมพันธ์กับผู้มีบุญแต่ไม่รู้บุญกรรมแต่ปางไหนมักทีจุดจบไม่สวยนักมักมีเหตุเป็นไปซะทุกเรื่อง   แม้แต่ชนชาติมอญก็ได้รับอิทธิพลนี้อยู่เหมือนกัน  มีพงศาวดารของมอญเรื่องหนึ่งเขียนไว้ว่า 

   กาลครั้งหนึ่ง...(อืม..ขึ้นต้นอย่างกันนิทานอีสปเลยเรา)  มีฤาษีตนหนึ่งชื่อว่า "โลมดาบส"  อาศัยบนภูเขาหงอนนาค  ขณะเดินหาผลไม้ไปตามท้องเรื่องได้ไปเจอไข่ฟองหนึ่งของนางนาคที่แอบขึ้นมามีความสัมพันธ์กับเพทยาธรจนมีลูกด้วยกัน  พอคลอดลูกออกมากลับเป็นไข่เพทยาธรจึงรู้ว่าผู้หญิงทีนอนด้วยทุกคืนเป็นนาคเลยเกิดความเบื่อหน่ายหนีไป  ส่วนนางนาคก็หนีกลับเมืองนาคไปเหมือนกัน  ก็เหลือแต่ฤาษีโลมดาบสที่ต้องรับบทเลี้ยงดูไข่นาค  พอไข่แตกออกมาเป็นกุมารีสวยสดงดงามฤาษีก็เลี้ยงตูจนเติบใหญ่  เรื่องต่อจากนี้เราๆ ท่านๆ คงเดาออกแล้วล่ะว่าจะเป็นอย่างไงต่อไป  พรานป่ามาเจอ > ไปบอกพระเจ้าแผ่นดิน > ให้เสนาอำมาตย์มาขอ > แต่ตั้งเป็นอัครมเหสี  พล๊อตเรื่องเดียวกับละครจักรๆ วงค์ ๆ เช้าเสาร์ - อาทิตย์  เป๊ะ!!  ข้ามตอนมีลูกแฝดไปถึงจุดไคลแมคเลยและกัน  พระวิมลาราชเทวีที่ออกมาจากไข่นางนาคนั่นแหละ  เวลาเธอพิโรธโกรธานางสนมผู้ใดแล้ว  ผู้นั้นจะตายด้วยพิษของนาค  เรื่องนี้เป็นที่สงสัยไปถึงพระเจ้าเสนะคงคา  พระองค์ทรงเปิดประชุมบรรดาเสนาอำมาตย์จนได้ข้อยุติว่านางอาจมีชาติเป็นนาค  ปุโรหิตจึงประกอบยาขึ้นมาตัวหนึ่ง  ยาอะไรก็มิทราบได้เมื่อพระวิมลราชเทวีประพรมต่างผัดแป้งร่างกายก็ซูดผอมจนถึงแต่ความตายถึงได้รู้นางมีชาติเป็นนาค  ทรงผลให้ลูกแฝดของนางนาคโดยขับไล่ออกจากเมืองไปกลับไปอยู่กับฤาษี

พญานาคในไทยจะมีแต่เรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา


   มันตรงกันข้ามกับไทย  ลาว  กัมพูชาชะจริงๆ เพราะนาคมักได้รับการบูชาพอๆ กับเทวดา  อืม...จะมากกว่าซะด้วยมั้ง  จากเท่าที่รู้มารู้สึกว่าถึงจะนับถือนาคเหมือนกันแต่ก็พอมีความแตกต่างกันไปเล็กน้อย  อย่างไทยจะบูชานาคอย่างมาก  นาคจะมีบทบาทในทางพระพุทธศาสนาเท่านั้นไม่มีตำนานหรือพงศาวดารในด้านอื่นๆ เลย  ต่างจากลาวที่พอจะมีบทบาททางสังคมเพิ่มขึ้นแล้วยังมีประเพณีการบูชาพญานาคที่ชัดเจนมากเช่น  การบูชานาค 15 ตระกูล  ตำนานการตั้งรกร้างของชาวลาวริมแม่น้ำโขง  แล้วยังมีเรื่องที่นาคขึ้นมาช่วยดูแลบ้านเมืองที่เขียนไว้ชัดเจนมาก  พญานาคทางกัมพูชาจะเด่นด้านการสังคมกว่าที่อื่นๆ อย่างการสร้างกรุงกัมพูชาที่นาคเนรมิตให้พระทองเพื่อรับขวัญลูกเขย  พงศาวดารส่วนนี้ไม่มีอะไรหวือหว๋าขอข้ามไปเลยและกัน  นอกจากนี้ยังมีตอนสร้างพระนครธมทีมีฉากมนุษย์กับนาครบกันเหตุเพราะว่าในสมัยพระเจ้ากรุงพาลไม่ถวายบรรณาการให้กับพญานาคตามพระเจ้าองค์ก่อนที่ได้ตกลงกันตอนสร้างพระนครธมก็เลยยกพลขึ้นบกแต่ก็แพ้มนุษย์

พระนครธม


   ฉะนั้นไม่ว่านาคจะมีจริงๆ หรือไม่มันไม่สำคัญซะแล้วล่ะครับ  เพราะพญานาคเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพงศาวดาร  ประเพณี  วัฒนธรรม  ไปจนถึงความเชื่อการปฏิบัติตัว  มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนแถบนี้ไปซะแล้วล่ะครับ